วันพุธ, ธันวาคม 17th, 2014 | Author:

วันสุดท้ายของทริปอังกฤษแล้ว ดูเหมือนแป๊บๆเอง แต่นี่ก็วันที่ 4 แล้ว จริงๆแล้วจะว่าไปอังกฤษ โดยเฉพาะ London ก็ไม่มีอะไรมากนะ ใช้เวลาแค่ 2-3 วันแค่นี้ก็พอ ถ้ามีเวลาเหลือก็ออกมาเมืองรอบข้างได้ เช่น ออกไปดู Stonehenge แล้วเลยต่อไปที่เมือง Bath ดูบ่ออาบน้ำโรมัน หรือ แม้แต่ไปเมืองมหาลัยอย่าง Oxford หรือ Cambridge ตอนแรกวางแผนจะไป Bath ด้วย แต่ดูจากอากาศแล้ว ฝนตก หนาว มืดเร็ว เลยเปลี่ยนใจไม่ไปดีกว่า ไว้ถ้ามีโอกาสคงได้ไปคราวหน้า วันนี้เลยออกไปเที่ยวที่ Cambridge แทน แต่ก็อย่างที่บอกครับ ครึ้มทั้งวัน หาแสงแดด แทบไม่เจอเลย

เรานั่งรถจากโรงแรมมาที่สถานี King’s cross หรือ King’s X แล้วนั่งรถไฟออกนอกเมืองไปที่เมือง Cambridge ซึ่งเมืองนี้ได้ยินชื่อมานานตั้งแต่เริ่มเรียนภาษาอังกฤษ ก่อนจะมาเรียนต่อที่นี่ แล้วเคยได้ยินโฆษณาในทีวี แว่วๆ ชื่อ คิงส์ คอลเลจ อะไรทำนองนั้น พอมาเที่ยวและลองหาข้อมูลดูเพิ่งรู้ว่าอ่อ อยู่ที่แถวๆนี้เอง ลองไปเที่ยวดูดีกว่า และยิ่งพอได้อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานที่ต่างๆในเมือง ยิ่งทำให้เมืองมีความน่าสนใจขึ้น ลองมาดูกันครับว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง

เริ่มจากลงรถไฟที่สถานีรถไฟ Cambridge จากแผนที่เดินเข้าเมืองระยะทางประมาณ 2 ไมล์ โห ไกลนะน่ะ แต่เราก็เดินเอา เพราะประหยัดค่ารถ มาคิดๆดูอีกที นั่งบัสไปน่าจะดีกว่า แค่เดินเข้าถึงตัวเมืองเล่นเอาเหนื่อยเลย และแถมเรามาถึงก็ประมาณเกือบเที่ยงใช้เวลาเดินอีก ทำให้เสียเวลาเข้าไปอีก กลัวมืดก่อนจริงๆ

เมื่อเดินตามแผนที่เข้าเมืองมาเรื่อยๆ จุดแรกที่จะเจอคือ พิพิธภัณฑ์ Fitzwilliam ก่อนเข้าตัวเมือง เหมือนเดิมครับ พิพิธภัณฑ์เข้าฟรี มีของให้ดูเหมือนกัน ทั้งจานชาม มัมมี่ ภาพวาด และอื่นๆอีกหลายอย่าง ถ้ามีเวลาหลังจากเที่ยวในตัวเมืองเสร็จแล้ว เข้าไปชมหน่อยก็ดีนะครับ แต่ของผม ผมเข้าก่อน เข้าเมือง และใช้เวลาเดินนานไปหน่อย ยิ่งทำให้ช้าลงไปอีก (คำว่าช้านี่หมายถึง มันจะค่ำแล้วอ่ะครับ  แค่บ่ายหนึ่ง บ่ายสอง แสงไม่มีแล้ว) ดังนั้นควรเที่ยวอื่นๆให้เสร็จก่อนแล้วค่อยมาเข้า museum นะครับ

ถัดจาก Fitzwilliam museum เราเดินต่อมาเรื่อยๆ ตามถนนใหญ่ที่ตัดกับซอยชื่อว่า Mill lane ซึ่งถ้าเลี้ยวเข้าซอยไปจะเจอจุดท่องเที่ยวจุดแรกของเมืองครับ มันจะมีจุดจอดเรือถ่อ ที่ชื่อว่า Punting  ในช่วงหน้าร้อน หรือวันอากาศดีๆ การเที่ยวเมือง Cambridge ด้วยเรือถ่อที่มีโชเฟอร์เรืออยู่ข้างหลังเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมมากครับ เพราะจะได้ล่องไปตามแม่น้ำ เคม (Cam) และดูสะพาน (Bridge) ครบเลยว่ามา Cambridge เรือถ่อนี้มีทั้งที่เป็นของคนนอก และเป็นนักเรียน Cambridge มาให้บริการ ตกค่าใช้จ่ายประมาณคนละ £10-12 แต่ถ้าเราบอกว่าเป็นนักเรียน แสดงบัตร อาจได้ส่วนลดนิดหน่อย วันที่เราไป อากาศเย็น ไม่ค่อยมีคนใช้บริการ ดังนั้นจะเห็นเรือจอดเพียบ ถ้าวันอากาศดี เรือพวกนี้จะออกให้บริการกันอย่างคับคั่งเลยครับ

จากจุดจอดเรือ Punting เดินต่อไปเรื่อยตามซอกซอย ดูบ้าน ดูอาคารต่างๆของเมืองจนมาถึงเขตของ College แรกคือ Queen’s college ตรงแม่น้ำจะมีจุดท่องเที่ยวอีกจุดคือ สะพาน Mathematical bridge หรือชื่อจริงคือ Wooden bridge เจ้าสะพานนี้เป็นจุดท่องเที่ยวได้ไง มันก็แค่สะพานไม้ มันเป็นจุดเที่ยวเพราะเรื่องราวของมัน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีคนเล่าว่า สะพานนี้สร้างขึ้นโดย เซอร์ ไอแซค นิวตัน ซึ่งเป็นศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัย Cambridge โดยท่านเซอร์ ใช้หลักการของสมการทางคณิตศาสตร์สร้างและวางไม้พาดต่อกันเพื่อรับน้ำหนัก โดยไม่ต้องมีน๊อตอะไรยึดซักตัว หลังจากนั้น เด็กนักเรียน Cambridge รุ่นหลัง อยากลองว่าทำได้ยังไง เลยรื้อสะพานออก แล้วลองต่อกลับเข้าไปใหม่แบบไม่ใช้น๊อต แต่ปรากฏว่าทำไม่ได้ เลยจำเป็นต้องเอาน๊อตมายึดไว้จนเห็นมาถึงปัจจุบัน

แต่ในความเป็นจริง เรื่องเล่านั้นเป็นแค่เรื่องแต่งขึ้นเท่านั้น สะพานนี้สร้างหลังจากท่านเซอร์เสียชีวิตไปแล้วตั้ง 22 ปี ท่านจะฟื้นมาสร้างคงไม่ใช่ การสร้างสะพานนี้ออกแบบโดย William Etheridge ซึ่งออกแบบให้มีน๊อตอะไรต่างๆ ตั้งแต่ต้น แต่ว่าขันน๊อตจากด้านนอก ทำให้ถ้ามองจากในสะพานจะไม่เห็น ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับท่านเซอร์เลยครับ แค่แต่งขึ้นมาให้เป็นจุดขายเฉยๆ

เมื่อถ่ายรูปกับสะพานแล้วเดินตามถนนหลักของเมืองไปเรื่อยๆ จาก Queen’s college ไปถึง King’s college อ่อ ลืมบอกไป มหาวิทยาลัย Cambridge นี้แบ่งออกเป็นหลาย College มากครับ ที่ดังๆคุ้นๆ ก็จะมี King’s College และ Trinity College ทำนองนี้ครับ ก่อนถึง King’s College จะมีซอยเลี้ยวขวาอยู่ซอยนึง มองไปจะเห็นผับ ชื่อว่า The Eagle pub ซึ่งผับนี้ก็เป็นอีกหนึ่งจุดขายของที่นี่ เพราะอะไรจะเล่าให้ฟัง

สมัยก่อนผับนี้เป็นที่สังสรรค์ของทหารช่วงสงคราม เวลามีกินเหล้า หรือเฮฮา เค้าก็จะมาจารึกชื่อ ที่เพดานร้าน ทั้งคนที่ไปรบ ตายไม่ตายไม่รู้ แต่ชื่อเยอะแยะเต็มไปหมด ถ้าเข้าไปนั่งกินในร้านอาจพบเจอเจ้าของชื่อเหล่านั้นได้ อันนี้เรื่องนึง ส่วนอีกเรื่องคือว่า เมื่อก่อน นักเรียนของ Cambrige เวลาเที่ยงๆบ่ายๆ เค้าจะมาหาอะไรกินกันที่นี่ มีนักเรียนคนนึงชื่อ Francis Crick ก็มานั่งกินข้าวเที่ยง กินๆอยู่เกิดบรรลุ คิดเรื่องโครงสร้างทางเคมีของ DNA ได้ซะงั้น จนในเวลาต่อมาเค้าก็ได้รับรางวัลโนเบลอีกด้วย ร้านนี้จึงเป็นเหมือนต้นกำเนิดของ DNA เลยว่างั้นเถอะ เหอๆๆ ทางร้านเค้าเลยคิดสูตรเหล้าใหม่ขึ้นมาเพื่อกาลนี้โดยเฉพาะ ใช้ชื่อว่า Eagle’s DNA คอทองแดงทั้งหลาย อย่าลืมแวะไปลองหน่อยนะครับว่าเป็นยังไง ส่วนผมขอผ่าน กินแอลกอฮอล์ไม่ค่อยจะเป็นครับ

เอาล่ะ หลังจากผับแล้วเดินต่อไปที่ King’s College ที่นี่โดดเด่น และโด่งดังในเรื่องของ Chapel หรือห้องประชุม ประจำ College ซึ่งถ้าคุณ search ในอากู๋ คำว่า Cambridge ผมว่ารูปแรกที่โผล่มาน่าจะเป็นรูปของ Chapel ของ King’s College แน่ๆ แล้ว Chapel ที่ว่านี้ ทำไมโดดเด่น ก็เพราะ เป็นอาคารสิ่งปลูกสร้างแบบศิลปะ โกธิค ที่มีลักษณะเด่นคือ ด้านใน ตรงที่รับน้ำหนักของหลังคา จะมีโครงสร้างที่เรียกว่า Fan vault ซึ่งถือเป็น ลักษณะเด่นของศิลปะนี้ เจ้า Fan vault ของ King’s College Chapel นี่แหละใหญ่ที่สุดในโลกเลยนะจะบอกให้ น่าเสียดายมาก วันที่ผมไปเค้าปิด ไม่ให้เข้า เพราะมีงานของวิทยาลัย คนนอกไม่ให้เข้า น่าเสียดายไม่ได้มีภาพมาให้ดูลอง search คำว่า cambridge fan vault ดูนะครับ

ถึงแม้ไม่ได้เข้าไปดูก็ไม่เป็นไร ถ่ายภาพด้านนอก Chapel ตรงสนามหญ้าเขียวก็สวยเหมือนกันครับ ใครไปใครมา ต้องมาถ่ายภาพมุมนี้นะไม่งั้นมาไม่ถึง Cambridge

เดินไปเดินมารอบๆ King’s College แล้วเราก็เดินต่อมาที่ Trinity College ซึ่งอยู่ติดกันนั่นแหละครับ ที่ Trinity ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ ของเรื่องเล่า และเป็นที่ศึกษาของคนดังอย่างท่านเซอร์ ไอแซค นิวตัน ถ้าเป็นคนไทยศิษย์เก่าก็คือท่านอานันท์ ปัญญารชุน

ส่วนเรื่องเล่าของ Trinity College ก็คือ เจ้าต้นไม้ ไม่มีใบ (ตอนนี้หน้าหนาว ใบร่วงหมด) ที่หน้าทางเข้า College นี่แหละครับ มันคือต้น Apple ที่มีเรื่องเล่าว่า ท่านเซอร์ไอแซค นั่งใต้ต้น Apple แล้ว ลูกมันหล่นใส่หัว จึงคิดเรื่องแรงโน้มถ่วงของโลกได้ โอ้ จริงหรือนี่ !! คำตอบคือไม่จริงครับ

จากที่อ่านมาจาก wiki ถูกผิดยังไงไม่ทราบนะครับ ต้นที่ผลมันหล่นใส่ท่านเซอร์น่ะ ไม่ได้อยู่ที่ College แต่อยู่ที่บ้านของท่านที่เมือง Woolsthorpe Manor นู่น ต้นนี้เอาเม็ดจากต้นจริงมาปลูกเฉยๆ

และจาก Trinity College เดินต่อไปจะเป็น St John’s College ที่เค้ามีสะพานสวยอีกหนึ่งสะพานชื่อ Bridge of Sighs แต่การจะเข้าไปดูต้องเข้าวิทยาลัย และวันนี้เค้ามีงานกันทุกวิทยาลัยเลย จึงไม่อนุญาติให้เข้าฟรี ต้องจ่ายตังค์เข้า อดเลย เราเลยไม่ได้เห็นของจริง เห็นแต่รูปในเนตเอาละกันครับ

เราเดินมาจนสุดแล้ว และเริ่มมืดแล้ว หนาวและลมแรง จึงปิดท้ายทริปนี้ด้วยอาหารร้านจีนที่หลัง St John’s College เป็นก๋วยเตี๋ยวต้มยำทะเล กับข้าวหมูกรอบ ราคาประมาณอย่างละ £8 พอใช้ได้ครับ อิ่มเลย แล้วจากนั้นเราก็เดินทางกลับ London เป็นอันสิ้นสุดทริปประเทศอังกฤษแล้วครับ ขอบคุณที่ตามอ่านนะครับ เจอกันใหม่ทริปหน้า บ๊าย บาย

ภาพสวยๆ จาก Cambridge


Category: Travel Guide
You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.
Leave a Reply