วันอาทิตย์, มกราคม 18th, 2015 | Author:

ขึ้นหัวเรื่องมาว่า เที่ยวปอร์โต้ (อีกแล้ว) คงเดาได้ไม่ยากว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกสำหรับเมืองนี้ ผมเคยมาแล้วครั้งนึงจาก เที่ยวปอร์โต้ ซึ่งจะว่าไปแล้วปอร์โต้ประเทศโปรตุเกสเป็นเมืองที่ผมเริ่มเที่ยวต่างประเทศเองครั้งแรกในชีวิต ตอนนั้นตื่นเต้น ภาษาไม่ค่อยได้ ทำไรไม่เป็นซักกะอย่าง ดีที่มีคนพาเที่ยวดี เลยได้ไปเที่ยวหลายที่ แต่อย่างว่าล่ะครับ มีคนพาไป ไม่ได้หาข้อมูลอะไร กลับมาจำอะไรแทบไม่ได้ เพราะว่าเดินตามเค้าอย่างเดียว คราวนี้มีโอกาสได้ไปอีกครั้ง เพราะต้องไปงานที่ Lisbon แต่ที่ Lisbon เราไปสำรวจมาจนทั่วแล้ว ระหว่างงานที่ Lisbon เราเลยไม่ได้ไปไหน ทำงานอย่างเดียว พอเสร็จงานปุ๊บเช้าวันรุ่งขึ้นก็เดินทางมาปอร์โต้ ด้วยจุดประสงค์คือ หนึ่งคุณภรรยายังไม่เคยมาเที่ยวที่นี่ และสองต้องการกลับมาซ่อมภาพต่างๆ แล้วก็วิดีโอด้วยจะได้มีครบคอลเลคชั่น

เราเดินทางจาก Lisbon มาที่ Porto ด้วยรถไฟครับ การขึ้นรถไฟที่โปรตุเกสนั้นไม่ยาก แต่ก็อาจต่างจากประเทศต่างๆที่เราไปมานิดหน่อย อย่างแรกเลยคือการซื้อตั๋ว ประเทศยุโรปอื่นๆที่ไปจะมีเครื่องขายตั๋วรถไฟ แต่ที่นี่ ผมเดินหาไม่เจออ่ะครับ สุดท้ายเลยต้องไปซื้อกับเจ้าหน้าที่ (เค้าก็ไม่ชาร์จเพิ่มนะ) ค่าตั๋วรถไฟจากสถานี Lisbon-Oriente ไป Porto-Campanha ชั้น 2  จะราคา 24.3€ ต่อคน พอขึ้นรถเราขึ้นไปนั่งแบบไม่รู้เรื่อง ไปนั่งที่ชาวบ้านเค้า แต่ในตั๋วจะระบุตู้และเลขที่นั่ง ซึ่งต่างจากประเทศอื่นๆ เค้าไม่ระบุที่นั่งกัน ยกเว้นพวกรถไฟ Hi-Speed  แต่ยังดีหน่อยรถไม่แน่น เค้าเลยว่าไม่เป็นไรๆ นั่งไปเถอะเค้านั่งที่อื่นได้ อ่ะนะด้วยความเกรงใจ เราเลยย้ายตู้ย้ายที่นั่งไปของเราดีกว่าจะได้สบายใจ เพราะเดินทางตั้ง 3 ชั่วโมงกว่าจะถึง

มาถึงที่สถานี Campanha เมือง Porto ตัวสถานีอยู่ห่างจากเมืองออกมาหน่อย แต่มีรถเมโทรวิ่งมาถึง (หลายสาย) จะไปซื้อตั๋วก็อีกละ มีเครื่องขายตั๋วแค่เครื่องเดียว (ฝั่งสถานีรถไฟ) แถมไม่รับแบงค์ด้วย ลำบากต้องไปซื้อกับเจ้าหน้าที่อื่นเหมือนเดิม โดยบัตรที่นี่จะเป็นบัตร RFID เหมือนที่ Lisbon ชื่อ Andante ราคา 0.5€ แล้วเติมตั๋วเข้าบัตรตามจำนวนที่ต้องการ เช่น 1, 2 หรือ 5 ตั๋ว ซึ่งราคาเที่ยวละ 1.2€ สำหรับเที่ยวในเมือง (Z2) แต่ถ้าจากในเมืองไปสนามบินจะเป็น Z4 ราคาเที่ยวละ 1.85€ ตั๋วที่นี่ถูกครับเมื่อเทียบกับเมืองยุโรปอื่นๆ ช่วงที่ไปเจอฝนตกพักนึง ผมเอาบัตรไว้ในกระเป๋าเสื้อกันหนาวโดนฝนเปียก แล้วบัตรก็พังเลย ระวังหน่อยนะครับ บัตรเป็นบัตรกระดาษอาจพังง่ายนิดส์นึง

เกริ่นมานานยังไม่เข้าเรื่องเที่ยวเลย ฮ่าๆๆ เราเข้าพักที่โรงแรม Hotel Grande Rio ออกจากกลางเมืองมานิดเดียว แต่ราคาแค่คืนละ 22.95€ ถือว่าถูกมากๆ สะดวกดี เดินประมาณ 5 นาทีถึงสถานีเมโทร Faria Guimaraes ครับ

เอาล่ะเที่ยวได้ละ เราออกจากโรงแรมตอนเช้าประมาณ 9 โมง ไม่ได้รีบร้อนเพราะว่าเมืองปอร์โต้ไม่ใหญ่ แถมนั่งเมโทรแค่ 2 ป้ายก็ถึงโซนท่องเที่ยว เรานั่งเมโทรมาลงที่สถานี Aliados ซึ่งเป็นสถานีกลางเมืองเลยก็ว่าได้ พอออกจากสถานีรถไฟมาก็จะเจอลาน Praça da Liberdade ที่เป็นที่ตั้งของอาคารศาลากลาง (Town hall) ที่เป็นอาคารที่มี Tower สูงตรงกลาง วันที่ผมไปช่วงเช้ายังไม่มีแดดคนก็ยังน้อยอยู่ ถ่ายภาพได้แบบโล่งๆเลยครับ ซึ่งนอกจากอาคาร Town hall แล้วก็ยังมีอาคารที่สวยงามรายรอบสแควร์แห่งนี้

ที่ปลายสแควร์จะมีอนุสาวรีย์กษัตริย์ขี่ม้า และตรงหัวมุมถนนจะมีรูปปั้นคนส่งหนังสือพิมพ์กับตู้ไปรษณีย์สีแดงแจ๋ ตั้งให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปกันด้วยนะครับ

จากจุดนี้จะเป็นทางแยก เลี้ยวซ้ายจะไปทางสถานีรถไฟ Sao Bento เลี้ยวขวาจะขึ้นเดินไปที่ท่องเที่ยวอื่นๆ เราเลือกที่จะไปทางด้านขวาก่อน เพราะมีที่ท่องเที่ยวหลายที่น่าสนใจ เดินขึ้นเนินไปจะเจอโบสถ์ชื่อว่า Igreja dos Clérigos เป็นโบสถ์ที่มีลักษณะเด่นคือตัวโบสถ์จะเป็นวงรีรูปไข่ และมีหอระฆังอยู่ด้านหลัง

การเข้าชมโบสถ์ทั่วไปในโปรตุเกสจะไม่เสียค่าเข้า ยกเว้นโบสถ์ไหนที่เป็นโบสถ์ใหญ่ๆ และมีสมบัติต่างๆมาโชว์ให้ดู อันนั้นจะเก็บตังค์ครับ

ภายในตัวโบสถ์ก็จะไม่ต่างจากโบสถ์ทั่วไปมากนัก มีแท่นบูชา มีเก้าอี้สวดมนต์ มีเครื่องดนตรีขนาดใหญ่และมีพวกกระจกสีๆ ประดับสวยงาม แต่ที่ปอร์โต้นี้โบสถ์จะมีความแตกต่างหน่อยตรงที่ จะมีการแกะสลัก เป็นสีทองๆ ลวดลายเยอะๆ ดูแล้วต่างจากที่อื่นๆครับ

 

เมื่อชมโบสถ์เสร็จแล้วเดินออกมา เพื่อไปดูว่าจะขึ้น Tower ได้มั้ย ปรากฏว่าต้องจ่ายค่าขึ้น 3€ เลยไม่ขึ้นดีกว่า  แต่ถ้าใครอยากขึ้นก็น่าจะดีนะครับ เพระว่า Tower นี้จะสูงที่สุดในเมือง ขึ้นไปน่าจะเห็นวิวเมืองที่สวยๆทั่วเลยครับ

ถัดจากโบสถ์เดินต่อไปนิดนึง จะเป็นสวนที่ชื่อว่า Jardim de João Chagas (Cordoaria) สวนนี้จริงไม่มีอะไรโดดเด่นนอกจากรูปปั้นคนหัวเราะจนตกเก้าอี้ และต้นไม้ที่มีโคนต้นป้อมๆใหญ่ๆ ช่วงที่ไม่มีคน ถ่ายรูปแล้วมีต้นไม้พวกนี้เป็นฉากหลังให้เบลอๆหน่อยจะสวยนะครับ

ถัดจากสวนไปจะเป็นอาคารและโบสถ์อีกหนึงที่เดินเลยไปชมหน่อยก็ได้ครับ หรือจะเดินย้อนกลับมานิดนึงตรงรูปปั้นคนใส่แว่นตาใกล้ Tower จะมีทางเดินผ่านร้านค้าไปโผล่อีกฝั่งนึงตรงข้ามร้านหนังสือ Livraria Lello

ร้านหนังสือนี้มีอะไร? ก็จะเป็นร้านหนังสือร้านดังที่ J.K. Rolling เจ้าแม่แห่ง Harry Potter ชอบมาใช้บริการ ช่วงที่เค้าเป็นครูสอนภาษาที่ปอร์โต้นี่ ร้านนี้เป็นร้านเก่าแก่ และมีจุดสำคัญคือการตกแต่งในร้านที่มีบันได เพดาน ชั้นหนังสือต่างๆที่สวยงามมาก เค้าว่าคนที่แต่ง Harry Potter ได้ไอเดียฉากในหนังสือ จากร้านหนังสือนี้แหละ ผมเลยตั้งชื่อว่า ร้านหนังสือ Harry Potter ละกันครับ ตอนที่ผมมาคราวที่แล้ว เค้าให้ถ่ายรูปได้นะ แต่ว่ามาคราวนี้ห้ามถ่ายซะแล้ว อดเลย งั้นเอาภาพจากอันเก่ามาให้ดูละกันนะครับ

เดินชมร้านหนังสือซักพัก ไม่ได้อุดหนุนอะไรซักอย่างก็ออกมาแล้วเดินมาทางโบสถ์ที่อยู่ใกล้ๆกัน ซึ่งโบสถ์นี้จะถือเป็นจุดท่องเที่ยวหลักอีกจุดนึง เพราะเป็นโบสถ์แฝดที่สร้างติดกัน แต่ไม่มีช่องทะลุถึงกัน เค้าว่าเป็นโบสถ์ของคนจนกับคนรวยที่สร้างมาคู่กัน อันนึงสร้างก่อนอีกอันประมาณ 100 ปี ด้านในโบสถ์ทั้งสองจะสวยงามมากมีการแกะสลักลวดลายต่างๆ แตกต่างจากโบสถ์อื่นในปอร์โต้ ถือว่าพลาดไม่ได้นะครับที่นี่

จากโบสถ์ จริงๆยังมีอีกหนึ่งที่เที่ยวใกล้ๆกันคือ พิพิธภัณฑ์ภาพถ่ายและกล้องถ่ายรูป ไม่เสียตังค์เข้าครับ อยู่ใกล้สวน ฝั่ง Tower ของโบสถ์รูปไข่นั่นแหละครับ แวะเข้าไปชมได้ เห็นเค้าว่าเป็นคุกมาก่อน ตัวอาคารเลยมีลูกกรงแน่นหนาเชียวล่ะครับ

เราเดินเที่ยวแถวนี้เสร็จโดยใช้เวลาไม่นานครับ แค่ 2 ชั่วโมงได้ ดูเวลาก็ประมาณเที่ยงหน่อยๆ เราเล็งร้านอาหารไว้แล้วล่ะครับ เป็นร้านที่มีริวิวดีจากในเนต ราคาพอกินได้ประมาณ 7-10€ ได้เยอะพออิ่ม ชื่อร้าน O Marinheiro ลองค้นดูน่าจะเจอครับ เดินไปนิดนึงก็ถึงแล้ว และเป็นทางเดียวกับที่จะต้องเดินกลับไปสถานี เมโทร Aliados ด้วย เมนูแนะนำจะเป็นพวกปลาย่างครับ อร่อยดี แต่ร้านแถวนี้เปิดเป็นช่วงเวลานะครับ เช่นร้านนี้เปิดประมาณสายๆ ถึง บ่ายสามครึ่ง แล้วจะพักไปเปิดอีกที 6 โมงครึ่งเป็นอาหารเย็นเป็นต้นไปครับ

พอทานอาหารและโด๊ปกาแฟเพิ่มพลังแล้ว เรากลับไปที่สถานีเมโทร Aliados เพื่อไปจะนั่งรถไปชมสะพานและวิวมุมสูงของเมืองปอร์โต้กัน นั่งรถสายสีเหลืองไป 2 สถานี (จริงๆเดินก็ได้นะ แต่ว่านั่งรถจะสบายกว่า) ลงที่ป้าย Jardim do Morro เป็นป้ายที่ติดสะพาน และมีจุดชมวิว ลงจากรถปุ๊บเจอวิวเมือง Porto สวยๆที่เป็นวิวมหาชนเลยครับ แนะนำว่าควรมาถึงก่อนบ่าย 3 ครับเพราะแสงกำลังเข้าทางฝั่งเมืองพอดี จะสวยมาก แต่ถ้ามาบ่ายแก่ๆจะเริ่มถ่ายรูปคนยากละ เพราะแสงจะเริ่มเปลี่ยนทางๆ

จุดที่ยืนถ่ายรูปเมือง Porto นี้จะอยู่ที่ฝั่งชื่อว่า Villa Nova de Gaia เป็นอีกเมืองนึง แต่เห็นว่าเมื่อก่อนเป็นเมืองคู่กันกับ Porto เค้าเรียกว่า Porto (ออกเสียงว่า ปอร์ ตู้ ตามภาษาโปรตุกีส) กับ Gaia (ออกเสียงว่า กา เอีย) พอเรียกรวมๆกัน ปอร์ตู้กาเอีย เลยเพี้ยนเป็น  ปอร์ตูกอล ในปัจจุบัน วิวจากมุมนี้ สวยและถ่ายรูปได้เยอะเลยครับ

แต่จุดชมวิวไม่ได้มีแค่ตรงนี้นะครับ ถ้าหันหลังกลับไปจากจุดชมวิวจะมีอนุสรณ์สถานอยู่มีทางเดินขึ้นไปได้แต่ต้องเดินเลยป้ายเมโทรไปหน่อย แนะนำให้เดินขึ้นไปดูครับเพราะว่าวิวจะต่างจากจุดชมวิวข้างล่าง และที่สำคัญจะได้วิวสะพานเต็มๆด้วยครับ

ว่าด้วยเรื่องของสะพานกันซักหน่อย สะพานนี้ชื่อว่าสะพาน Luis I ที่สร้างข้ามแม่น้ำ Douro จากฝั่ง Porto มาฝั่ง Gaia เป็นสะพานเหล็ก 2 ชั้น ด้านบนสำหรับรถเมโทร ด้านล่างสำหรับรถยนต์ ทั้ง 2 ชั้นมีทางเดินคนข้ามได้ ดูจากลักษณะโครงเหล็กแบบนี้คุ้นๆมั้ยครับ เหมือนกับสิ่งก่อสร้างเหล็กอันดับหนึ่งของโลกคือหอไอเฟลมั้ย เหอๆ ถูกต้องครับ คนออกแบบทีมงานเดียวกันเลย ถ่ายรูปสะพานเหมือนได้ถ่ายกับหอไอเฟลแห่งโปรตุเกสเลยครับ

นอกจากสะพานแล้ว ฝั่ง Gaia ยังเป็นแหล่งผลิตไวน์ชั้นยอดของโปรตุเกสที่เรียกว่า พอร์ทไวน์ (Port wine) มีโรงงานไวน์เยอะแยะอยู่ด้านล่าง สำหรับนักชิมไว้ นั่งกระเช้าลงไปได้เลยครับ มีทัวร์ชิมไวน์ พ่วงท้ายด้วยการโน้มน้าวให้ซื้อไวน์ รับรอง กลับออกมา มีมึนได้ไวน์มาคนละขวดสองขวด ฮ่าๆๆๆ

เราไม่ได้นั่งกระเช้าลงมา แต่ว่าเราเดินข้ามสะพานกลับไป เพื่อจะไปถ่ายรูปที่กลางสะพาน คนที่กลัวความสูงมีขาสั่นล่ะครับ เพราะว่าสะพานสูงจากน้ำมาก ขนาดว่าผมไม่ค่อยกลัวความสูง มองลงไปยังเสียวๆขาเลย แถมต้องคอยฟังเสียงด้วยนะ ถ้ามีเสียงติ๊งต่องมาก็กระโดดหลบรถเมโทรด้วยล่ะ

จากสะพานเดินกลับมาจะเป็นที่เที่ยวอีก 1 ที่คือ โบสถ์ใหญ่ของเมืองชื่อ Sé do Porto มีลานกว้างด้านหน้าให้ถ่ายรูปได้ ตอนบ่ายๆ แสงเข้าพอดีครับ มุมนี้จะสวย ภายในโบสถ์ส่วนที่เข้าฟรี จะไม่ค่อยมีอะไรมาก แต่ถ้าจะเข้าไปชมพวกห้องต่างๆ ภายในจะต้องเสียค่าเข้าชม 3€ ผมว่าอาจจะแพงไปนิด ถ้าซัก 2€ นี่จะกำลังดี ผมเข้าไปดู จะมีพวกห้องให้ดูแล้วก็บริเวณภายในที่มีลานสี่เหลี่ยมตามแบบแขกมัวร์ มีกระเบื้องเขียนลายสีฟ้าที่เป็นเอกลักษณ์ของที่นี่ และมีชุดของพระผู้ใหญ่ให้ดู ผมว่าเข้าไปก็ไม่เสียหายครับ

 

เอาล่ะจากโบสถ์เสร็จแล้ว ตอนนี้ประมาณบ่าย 4 โมงกว่า ได้เวลาลงไปชมวิวริมแม่น้ำแล้วครับ ทางหลังโบสถ์มีทางเดินเล็กๆเดินลงไปที่แม่น้ำได้มีลูกศรบอกชัดเจนไม่น่าหลง เดินผ่านบ้านของชาวบ้านเห็นบ้านเรือนสร้างติดๆกันบนเนินก็สนุกดีครับ แต่ข้อควรระวังคือ Porto มีลักษณะเป็นเมืองบนเขา ดังนั้นเดินลงเขานี่ ถ้าเข่าไม่ดีมีร้องได้ครับ ขนาดผมเข่าดีๆ แต่น้ำหนักเยอะไปนิดยังเริ่มรู้สึกแปล๊บๆที่หัวเข่าเลย

เดินลงมาถึงข้างล่างจะมาโผล่ที่ลานนั่งกินดื่มริมแม่น้ำครับ แถวนี้มีร้านอาหารหลายร้าน ราคาจะแพงกว่าด้านบนหน่อยประมาณ 1€ แต่เนื่องจากว่าราคาอาหารที่นี่ไม่แพงเท่าไร ผมว่าการได้มานั่งทานอาหารเย็นชมวิวแถวนี้น่าสนใจนะครับ บางร้านมีนักร้องมาร้องเพลง เล่นดนตรีให้ฟังด้วย แต่ก่อนทานข้าวผมว่าถ่ายรูปวิวสะพานก่อนดีกว่าครับ เดี๋ยวแสงจะหมด มีมุมให้ถ่ายรูปสวยๆ และมีเรือขนไวน์มาจอดให้ดู ไม่ได้วิวมุมนี้ผมว่าเหมือนมาไม่ถึง Porto นะจะบอกให้ แถวนี้เดินเล่นถ่ายรูปได้ยาวไปจนอีกฝั่งของสะพานที่เป็นโรงงานไวน์ ถ้าไม่มืดซะก่อน เดินถ่ายรูปจนค่ำได้เลยครับ แล้วมานั่งทานข้าว จากนั้นเมื่อเวลาสะพานเปิดไฟ จะได้อีกบรรยากาศให้ถ่ายรูปสวยๆหลังทานข้าวด้วย

ถึงตรงนี้หมดที่เที่ยวแล้วครับสำหรับ Porto แต่ขอแนะนำให้เดินไปแถวใต้สะพานจะมีที่นั่งรถรางไต่เขาขึ้นไปด้านบนอีกครั้ง ไปเก็บวิวเมือง Porto ที่จุดชมวิวอีกครั้งด้วยนะครับ รับรองคุ้ม ก่อนกลับที่พัก

สำหรับทริปนี้ เป็นทริปเก็บตก กลับมาซ่อมที่คราวที่แล้วมาฝนตกหนักเลย และคราวนี้ได้มากับคุณภรรยา เราเที่ยวแค่เมืองเดียวก่อนกลับไปลุยงานกันต่อ แล้วพบกันใหม่ครับ บ๊ายบาย

ภาพสวยๆ จาก Porto


Category: Travel Guide
You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.

3 Responses

  1. 1
    ป่าน 

    ถ่ายรูปมาสวยอีกล่ะ

  2. 2
    Nat 

    ขอโทดนะคะเที่ยววันเดียวพอมั้ยคะ?

  3. 3
    Nat 

    ขอโทดนะคะเที่ยว porto วันเดียวพอมั้ยคะ?

Leave a Reply