วันจันทร์, กุมภาพันธ์ 15th, 2016 | Author:

ห่างหายไปนานจากการอัพเดต Blog เพราะเหตุผลหลายๆประการ รวมถึงตอนนี้ต้องกลับมาอยู่เมืองไทยแล้ว เสียดายเหมือนกันที่จะไม่ค่อยได้เที่ยวต่างประเทศเหมือนเมื่อก่อน เพราะคงหาเวลาได้ลำบากขึ้น  แต่เอาน่ะ คิดในอีกแง่นึงเมืองไทยเราน่ะมีที่เที่ยวเยอะแยะ ที่หลายๆคนยังไม่รู้จัก หรือยังไม่เคยไป อย่างเช่นทริปใหม่คราวนี้ จะว่าไปถือว่าเป็นทริปแรก หลังจากที่กลับมาเมืองไทยเลยก็ว่าได้

ผมกลับมาเมืองไทยพร้อมน้ำหนักรอบพุง พุ่งทะลุ 86 กิโลกรัม เอ้ย! นี่มันทำลายสถิติที่เคยทำไว้เลยนะเนี่ย ก่อนไปเรียนน้ำหนักสูงสุดอยู่ที่ 82 แต่กลับมา 86 แย่แล้วๆ ทำไงดี วิธีเดียวที่จะลดได้คือการออกกำลังกาย จะให้ไปตีแบดเหมือนเดิมก็น่าจะได้ แต่น้ำหนักขนาดนี้ วิ่งๆ กระโดดๆ คงเข่าพังก่อนผอมเป็นแน่ ดังนั้น ก็ย้อนกลับมาที่กีฬาไม่กระเทือน ต่อเนื่อง และลดน้ำหนักได้เร็ว นั่นคือจักรยาน พอปั่นมาได้ 2-3 เดือน มีปั่นการกุศลที่อำเภอเขาค้อ ปั่น 42 กิโล ขึ้นเขาลงเขา ชื่อรายการ ขี่เสือทะลุหมอก ไอ่เราก็ไม่เคย ก็เลยม่ะ ไปลองดีกว่า

ผมออกเดินทางจากขอนแก่นประมาณ 7 โมงครึ่ง โดยขับรถไปกับคุณพ่อคุณแม่และน้อง ทริปนี้ 4 คน  ประมาณ 2 ชั่วโมงหน่อยๆ ผมเดินทางผ่าน อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว มาถึงสะพานพ่อขุนผาเมือง ซึ่งสะพานพ่อขุนผาเมืองเป็นสะพานที่มีตอม่อสูงมาก สูงจากพื้นล่างตั้ง 50 เมตร และมีรัศมีความโค้งของสะพาน 200 เมตร ถือว่าเป็นสะพานที่สูงใช้ได้เลยแหละ เห็นว่าเป็นสะพานที่มีตอม่อสูงสุดในไทยด้วย แต่ไม่แน่ใจว่าตอนนี้ยังครองสถิติอยู่รึปล่าว

ข้างๆสะพานจะมีศาลาพักรถให้ได้จอดพักชมวิวดูรถดูสะพานกันได้ วิวของสะพานก็สวยดีนะครับ บางครั้งเราไม่ค่อยได้สังเกต สถานที่ที่เราผ่านไปมาในประเทศของเราเอง แต่ถ้า ทำตัว slow life ลงซักนิด พิจารณาสิ่งต่างๆ ก็อาจเห็นอะไรที่น่าสนใจก็ได้ แต่เรื่องของสะพานพ่อขุนผาเมือง ก็เป็นสะพานนึงที่มีเรื่องสะเทือนใจผมอยู่พอสมควร เพราะเคยเกิดอุบัติเหตุมีรถทัวร์ตกลงไป ซึ่งในนั้นมีน้องๆ นักศึกษาที่เพิ่งรับปริญญาจากม.ขอนแก่น จะเอาใบปริญญากลับไปให้พ่อแม่ แต่ก็ไปไม่ถึง มาจบชีวิตที่นี่ ใครผ่านไปผ่านมา ก็กดแตรรถและบอกน้องๆ และผู้ประสบเหตุด้วยนะครับ

ต่อมาเราขับรถ ผ่านอำเภอหล่มสัก มุ่งตรงขึ้นเหนือไปอีก 1 ชั่วโมง ตามเส้นทางหลวงหมายเลข 12 พอถึงทางบนเขา ไม่ไกลจากแยกที่จะไปเพชรบูรณ์ มองข้ามเขาไปจะเห็นวัดที่มีพระใหญ่สีขาวอยู่บนสันเขาครับ ที่นั่นคือวัดผาซ่อนแก้ว ซึ่งเป็นวัดและสถานที่ท่องเที่ยวที่ใครผ่านไป ผ่านมา ที่อำเภอเขาค้อน่าจะต้องได้แวะ

ทางเข้าวัดผาซ่อนแก้วจะอยู่ที่ตำบลแคมป์สน ขึ้นได้ 2 ทาง จะขึ้นทางไหนก็ได้ มันจะวนลงมาอีกทางนึงอยู่ดีครับ จากถนนใหญ่ขึ้นไปวัดก็ประมาณ 2 กิโลกว่าครับ ที่หน้าวัดมีลานจอดรถเยอะแยะ ไม่ต้องห่วงเรื่องที่จอ ซึ่งค่าที่จอดรถจะ 30 บาทต่อคัน พอจอดรถแล้วก็เริ่มเดินชมวัดกันได้แล้วครับ

วัดผาซ่อนแก้ว เดิมนั้นเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม ชื่อว่า″พุทธธรรมสถานผาซ่อนแก้ว” ว่าแต่ชื่อนี้ได้แต่ใดมา เขาเล่าว่า เมื่อก่อนชาวบ้านหลายคนเห็นแสง ลักษณะเป็นดวงไฟ หรือดวงแก้วลอยจากฟ้า แล้วก็มาหายลับไปที่ถ้ำบนเขา ลักษณะเหมือนประหนึ่งถูกนำมาซ่อนที่นี่ ชาวบ้านจึงเรียกว่า ผาซ่อนแก้ว ซึ่งต่อมาปี 2556 ก็ได้ตั้งเป็นวัดและใช้ชื่อสอดคล้องกับชื่อเดิมว่า วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว (ชาวบ้านเชื่อว่าดวงแก้วนั้น คือพระบรมสารีริกธาตุ)

ที่วัดมีพระพุทธรูปที่แปลกไม่เหมือนใครครับ เป็นลักษณะของพระพุทธรูป 5 องค์ซ้อนกัน ซึ่งเรียกกันว่า “พระพุทธเจ้า 5 พระองค์” ตั้งตระหง่าน สีขาว โดดเด่น อีกทั้งในบริเวณวัด ก็มีการประดับประดา ด้วยลูกแก้ว หินสี และเซรามิคต่างๆ สมกับว่าเป็นที่เก็บดวงแก้วในเรื่องเล่าจริงๆครับ นอกจากพระพุทธรูปแล้ว ยังมีเจดีย์ที่ประดับประดาสวยงามแปลกตา และที่ใต้ฐานเจดีย์ก็ยังมีพระธาตุให้ เราชาวพุทธสักการะบูชาด้วยครับ

  

เสร็จจากวัดผาซ่อนแล้ว เราขับรถเลยต่อไปบนเขา ซึ่งถ้ามาถึงช่วงเวลาเที่ยงๆบ่ายๆแบบนี้ ต้องไปหากาแฟเพิ่มพลังกันซักหน่อย มีร้านกาแฟชื่อดังอยู่ 2 ร้านครับ คือ พิโน ลาเต้ (Pino Latte) กับ เดอะหลุย ซึ่งทั้งสองที่มีจุดเด่นต่างกัน คือที่พิโนนั้น จะเห็นวิวเป็นวัดผาซ่อนแก้วชัดเจน ช่วงเช้าๆ พระอาทิตย์ขึ้นจะสวยมาก บริเวณร้านก็สวยน่านั่ง ส่วนที่เดอะหลุย จะมีฟาร์มแกะด้วย ต้องเสียค่าเข้าคนละ 50 บาท (น่าจะเป็นค่าดูแลแกะ) แต่ถ้าเข้าไป 50 บาทนั้น สามารถ นำไปแลกซื้อเครื่องดื่มได้ 30 บาท หรือง่ายๆว่าค่าเข้า 20 บาทนั่นเอง สำหรับผม ผมว่าการต้องเสียค่าเข้าแบบนี้ ผมไม่โอเคอ่ะครับ ถึงแม้ผมไม่รู้นะว่าข้างในจะเป็นยังไง แต่เทียบกับว่า พิโน สวย ถ่ายรูปได้ ไม่เสียตังค์ ใกล้วัดที่เที่ยวมากกว่า ผมว่าผมโอเคกับที่พิโนมากกว่าที่จะต้องไปเสียตังค์อ่ะครับ สรุปผมเลยได้แวะแค่ที่พิโนเท่านั้น ไม่ได้แวะเดอะหลุย ยังไงก็ตาม คนท้องถิ่นผู้ชำนาญการเรื่องของกินเขาค้อยังการันตีว่าเดอะหลุยกาแฟอร่อยกว่านะครับ อิอิ

เอาล่ะ จากวัดและร้านกาแฟแล้ว เราเดินทางต่อไปยังอำเภอเขาค้อจุดหมายของทริปนี้ เพราะผมจะมาปั่นจักรยานที่นั่น ก่อนอื่นเลยเราเข้าที่พักกันก่อน ที่พักของเราคืนนี้คือที่ กุหลาบดอยรีสอร์ท ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากจุดชมวิวอำเภอเขาค้อ ซึ่งเป็นจุดปล่อยตัวของการปั่นจักรยานครั้งนี้ด้วย ที่รีสอร์ทอยากจะบอกเลยว่าดีมาก สะอาด น่ารัก คุณอ้อ คุณลุงคุณป้า และน้องฟ้าใส เจ้าของรีสอร์ท เป็นกันเองมาก ห้องพักดีมาก น้ำอุ่นก็อุ่นเร็ว เพราะเป็นแบบน้ำผสม ซึ่งจำเป็นมากถ้ามาหน้าหนาว ช่วงที่เราไปอุณหภูมิกลางคืนประมาณ 17-18 องศา แต่สำหรับคุณพ่อคุณแม่ผม บอกว่าหนาวแล้ว น้ำอุ่นถึงๆนี่แหละ ปัจจัยสำคัญเลยครับ นอกจากห้องพักแล้ว สถานที่และวิว รวมถึงราคาก็ไม่แพงครับ ช่วงหน้าหนาว หมอกจะมาเยือนถึงหน้าห้องพักเลยครับ แนะนำเลย ถ้าได้ไปเที่ยวเขาค้อ ติดต่อคุณอ้อ พักที่รีสอร์ทได้เลยครับ

พอเราเอาของเก็บแล้ว เราเดินทางไปที่จุดชมวิว อำเภอเขาค้อ และลงทะเบียนรับเสื้อปั่นจักรยาน ซึ่งที่จุดชมวิวนี้จะเป็นไฮไลท์ของอำเภอนี้เลย แต่ก่อนอื่นหลังจากลงทะเบียนแล้ว ผมก็ไปขับรถวนดูเส้นทางและร้านอาหาร ซึ่งจากการแนะนำ อาหารที่นี่ แนะนำร้านอาหารชื่อ ลาบเหนือครับ อาหารอร่อย ไม่แพง แต่เล็งเวลาดีๆหน่อย ร้านนี้คนเยอะ ถ้าไปตอนคนเต็มต้องเผื่อเวลารอนิดนึงครับ หรือจะร้าน ข้าวหม้อดินที่เป็นโดมสีดำๆ แถวๆร้าน Big coffee ร้านนี้ก็ใช้ได้ แต่ถ้าอยากได้อาหารอร่อย (แต่สู้ลาบเหนือไม่ได้) พร้อมสตอเบอรี่ ผลไม้ขึ้นชื่อของเขาค้อที่ราคาไม่แพง แนะนำเลย ร้านครัวโม่งเม่ง ตรงสามแยกถนน 2196 กับ 2325 ครับ บ้านผมไปร้านนี้ ได้กลับมา 5-6 กล่อง ทานบนรถหอมตลบอบอวลเลย

โอเค จนถึงเวลาเย็น เราออกมาชมพระอาทิตย์ตกที่จุดชมวิว ซึ่งจะเป็นวิวของภูเขา และด้านล่างจะเป็นอ่างเก็บน้ำรัตนัย วิวอาทิตย์อัสดงที่นี่สวยไม่แพ้ที่ใดๆในไทยเลยนะครับขอบอก แต่เวลาจะมาชมน่ะครับ ดูเวลาดีๆนะ ช่วง Golden hour ที่พระอาทิตย์จะสวยสุดๆเนี่ยมันจะสั้นมากเลยนะครับ ผมถ่ายรูปได้ไม่กี่รูปเอง พระอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้าไปซะแล้ว

  

หลังจากชมวิวอาทิตย์ตกแล้ว เราไปทานข้าวที่ร้านลาบเหนือแล้วก็เข้าที่พัก นอนพักเอาแรง เพื่อจะปั่นจักรยานตอนเช้า 7 โมงพรุ่งนี้ ไอ่เราก็ไม่เคยเล้ยปั่นขึ้นเขาเนี่ย ครั้งนี้ครั้งแรก ดูภาพแล้วกันนะครับ ว่ามันโหดมันฮาขนาดไหน ไม่อธิบายนะครับ ปั่นเสร็จขับรถกลับขอนแก่น หมดแรง

 

  

 

ภาพสวยๆ จากเขาค้อ

  

 


Category: Travel Guide
You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.
Leave a Reply