Tag-Archive for » ท่องเที่ยว «

วันจันทร์, กุมภาพันธ์ 15th, 2016 | Author:

ห่างหายไปนานจากการอัพเดต Blog เพราะเหตุผลหลายๆประการ รวมถึงตอนนี้ต้องกลับมาอยู่เมืองไทยแล้ว เสียดายเหมือนกันที่จะไม่ค่อยได้เที่ยวต่างประเทศเหมือนเมื่อก่อน เพราะคงหาเวลาได้ลำบากขึ้น  แต่เอาน่ะ คิดในอีกแง่นึงเมืองไทยเราน่ะมีที่เที่ยวเยอะแยะ ที่หลายๆคนยังไม่รู้จัก หรือยังไม่เคยไป อย่างเช่นทริปใหม่คราวนี้ จะว่าไปถือว่าเป็นทริปแรก หลังจากที่กลับมาเมืองไทยเลยก็ว่าได้

ผมกลับมาเมืองไทยพร้อมน้ำหนักรอบพุง พุ่งทะลุ 86 กิโลกรัม เอ้ย! นี่มันทำลายสถิติที่เคยทำไว้เลยนะเนี่ย ก่อนไปเรียนน้ำหนักสูงสุดอยู่ที่ 82 แต่กลับมา 86 แย่แล้วๆ ทำไงดี วิธีเดียวที่จะลดได้คือการออกกำลังกาย จะให้ไปตีแบดเหมือนเดิมก็น่าจะได้ แต่น้ำหนักขนาดนี้ วิ่งๆ กระโดดๆ คงเข่าพังก่อนผอมเป็นแน่ ดังนั้น ก็ย้อนกลับมาที่กีฬาไม่กระเทือน ต่อเนื่อง และลดน้ำหนักได้เร็ว นั่นคือจักรยาน พอปั่นมาได้ 2-3 เดือน มีปั่นการกุศลที่อำเภอเขาค้อ ปั่น 42 กิโล ขึ้นเขาลงเขา ชื่อรายการ ขี่เสือทะลุหมอก ไอ่เราก็ไม่เคย ก็เลยม่ะ ไปลองดีกว่า

ผมออกเดินทางจากขอนแก่นประมาณ 7 โมงครึ่ง โดยขับรถไปกับคุณพ่อคุณแม่และน้อง ทริปนี้ 4 คน  ประมาณ 2 ชั่วโมงหน่อยๆ ผมเดินทางผ่าน อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว มาถึงสะพานพ่อขุนผาเมือง ซึ่งสะพานพ่อขุนผาเมืองเป็นสะพานที่มีตอม่อสูงมาก สูงจากพื้นล่างตั้ง 50 เมตร และมีรัศมีความโค้งของสะพาน 200 เมตร ถือว่าเป็นสะพานที่สูงใช้ได้เลยแหละ เห็นว่าเป็นสะพานที่มีตอม่อสูงสุดในไทยด้วย แต่ไม่แน่ใจว่าตอนนี้ยังครองสถิติอยู่รึปล่าว

ข้างๆสะพานจะมีศาลาพักรถให้ได้จอดพักชมวิวดูรถดูสะพานกันได้ วิวของสะพานก็สวยดีนะครับ บางครั้งเราไม่ค่อยได้สังเกต สถานที่ที่เราผ่านไปมาในประเทศของเราเอง แต่ถ้า ทำตัว slow life ลงซักนิด พิจารณาสิ่งต่างๆ ก็อาจเห็นอะไรที่น่าสนใจก็ได้ แต่เรื่องของสะพานพ่อขุนผาเมือง ก็เป็นสะพานนึงที่มีเรื่องสะเทือนใจผมอยู่พอสมควร เพราะเคยเกิดอุบัติเหตุมีรถทัวร์ตกลงไป ซึ่งในนั้นมีน้องๆ นักศึกษาที่เพิ่งรับปริญญาจากม.ขอนแก่น จะเอาใบปริญญากลับไปให้พ่อแม่ แต่ก็ไปไม่ถึง มาจบชีวิตที่นี่ ใครผ่านไปผ่านมา ก็กดแตรรถและบอกน้องๆ และผู้ประสบเหตุด้วยนะครับ

ต่อมาเราขับรถ ผ่านอำเภอหล่มสัก มุ่งตรงขึ้นเหนือไปอีก 1 ชั่วโมง ตามเส้นทางหลวงหมายเลข 12 พอถึงทางบนเขา ไม่ไกลจากแยกที่จะไปเพชรบูรณ์ มองข้ามเขาไปจะเห็นวัดที่มีพระใหญ่สีขาวอยู่บนสันเขาครับ ที่นั่นคือวัดผาซ่อนแก้ว ซึ่งเป็นวัดและสถานที่ท่องเที่ยวที่ใครผ่านไป ผ่านมา ที่อำเภอเขาค้อน่าจะต้องได้แวะ

ทางเข้าวัดผาซ่อนแก้วจะอยู่ที่ตำบลแคมป์สน ขึ้นได้ 2 ทาง จะขึ้นทางไหนก็ได้ มันจะวนลงมาอีกทางนึงอยู่ดีครับ จากถนนใหญ่ขึ้นไปวัดก็ประมาณ 2 กิโลกว่าครับ ที่หน้าวัดมีลานจอดรถเยอะแยะ ไม่ต้องห่วงเรื่องที่จอ ซึ่งค่าที่จอดรถจะ 30 บาทต่อคัน พอจอดรถแล้วก็เริ่มเดินชมวัดกันได้แล้วครับ

วัดผาซ่อนแก้ว เดิมนั้นเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม ชื่อว่า″พุทธธรรมสถานผาซ่อนแก้ว” ว่าแต่ชื่อนี้ได้แต่ใดมา เขาเล่าว่า เมื่อก่อนชาวบ้านหลายคนเห็นแสง ลักษณะเป็นดวงไฟ หรือดวงแก้วลอยจากฟ้า แล้วก็มาหายลับไปที่ถ้ำบนเขา ลักษณะเหมือนประหนึ่งถูกนำมาซ่อนที่นี่ ชาวบ้านจึงเรียกว่า ผาซ่อนแก้ว ซึ่งต่อมาปี 2556 ก็ได้ตั้งเป็นวัดและใช้ชื่อสอดคล้องกับชื่อเดิมว่า วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว (ชาวบ้านเชื่อว่าดวงแก้วนั้น คือพระบรมสารีริกธาตุ)

ที่วัดมีพระพุทธรูปที่แปลกไม่เหมือนใครครับ เป็นลักษณะของพระพุทธรูป 5 องค์ซ้อนกัน ซึ่งเรียกกันว่า “พระพุทธเจ้า 5 พระองค์” ตั้งตระหง่าน สีขาว โดดเด่น อีกทั้งในบริเวณวัด ก็มีการประดับประดา ด้วยลูกแก้ว หินสี และเซรามิคต่างๆ สมกับว่าเป็นที่เก็บดวงแก้วในเรื่องเล่าจริงๆครับ นอกจากพระพุทธรูปแล้ว ยังมีเจดีย์ที่ประดับประดาสวยงามแปลกตา และที่ใต้ฐานเจดีย์ก็ยังมีพระธาตุให้ เราชาวพุทธสักการะบูชาด้วยครับ

  

เสร็จจากวัดผาซ่อนแล้ว เราขับรถเลยต่อไปบนเขา ซึ่งถ้ามาถึงช่วงเวลาเที่ยงๆบ่ายๆแบบนี้ ต้องไปหากาแฟเพิ่มพลังกันซักหน่อย มีร้านกาแฟชื่อดังอยู่ 2 ร้านครับ คือ พิโน ลาเต้ (Pino Latte) กับ เดอะหลุย ซึ่งทั้งสองที่มีจุดเด่นต่างกัน คือที่พิโนนั้น จะเห็นวิวเป็นวัดผาซ่อนแก้วชัดเจน ช่วงเช้าๆ พระอาทิตย์ขึ้นจะสวยมาก บริเวณร้านก็สวยน่านั่ง ส่วนที่เดอะหลุย จะมีฟาร์มแกะด้วย ต้องเสียค่าเข้าคนละ 50 บาท (น่าจะเป็นค่าดูแลแกะ) แต่ถ้าเข้าไป 50 บาทนั้น สามารถ นำไปแลกซื้อเครื่องดื่มได้ 30 บาท หรือง่ายๆว่าค่าเข้า 20 บาทนั่นเอง สำหรับผม ผมว่าการต้องเสียค่าเข้าแบบนี้ ผมไม่โอเคอ่ะครับ ถึงแม้ผมไม่รู้นะว่าข้างในจะเป็นยังไง แต่เทียบกับว่า พิโน สวย ถ่ายรูปได้ ไม่เสียตังค์ ใกล้วัดที่เที่ยวมากกว่า ผมว่าผมโอเคกับที่พิโนมากกว่าที่จะต้องไปเสียตังค์อ่ะครับ สรุปผมเลยได้แวะแค่ที่พิโนเท่านั้น ไม่ได้แวะเดอะหลุย ยังไงก็ตาม คนท้องถิ่นผู้ชำนาญการเรื่องของกินเขาค้อยังการันตีว่าเดอะหลุยกาแฟอร่อยกว่านะครับ อิอิ

เอาล่ะ จากวัดและร้านกาแฟแล้ว เราเดินทางต่อไปยังอำเภอเขาค้อจุดหมายของทริปนี้ เพราะผมจะมาปั่นจักรยานที่นั่น ก่อนอื่นเลยเราเข้าที่พักกันก่อน ที่พักของเราคืนนี้คือที่ กุหลาบดอยรีสอร์ท ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากจุดชมวิวอำเภอเขาค้อ ซึ่งเป็นจุดปล่อยตัวของการปั่นจักรยานครั้งนี้ด้วย ที่รีสอร์ทอยากจะบอกเลยว่าดีมาก สะอาด น่ารัก คุณอ้อ คุณลุงคุณป้า และน้องฟ้าใส เจ้าของรีสอร์ท เป็นกันเองมาก ห้องพักดีมาก น้ำอุ่นก็อุ่นเร็ว เพราะเป็นแบบน้ำผสม ซึ่งจำเป็นมากถ้ามาหน้าหนาว ช่วงที่เราไปอุณหภูมิกลางคืนประมาณ 17-18 องศา แต่สำหรับคุณพ่อคุณแม่ผม บอกว่าหนาวแล้ว น้ำอุ่นถึงๆนี่แหละ ปัจจัยสำคัญเลยครับ นอกจากห้องพักแล้ว สถานที่และวิว รวมถึงราคาก็ไม่แพงครับ ช่วงหน้าหนาว หมอกจะมาเยือนถึงหน้าห้องพักเลยครับ แนะนำเลย ถ้าได้ไปเที่ยวเขาค้อ ติดต่อคุณอ้อ พักที่รีสอร์ทได้เลยครับ

พอเราเอาของเก็บแล้ว เราเดินทางไปที่จุดชมวิว อำเภอเขาค้อ และลงทะเบียนรับเสื้อปั่นจักรยาน ซึ่งที่จุดชมวิวนี้จะเป็นไฮไลท์ของอำเภอนี้เลย แต่ก่อนอื่นหลังจากลงทะเบียนแล้ว ผมก็ไปขับรถวนดูเส้นทางและร้านอาหาร ซึ่งจากการแนะนำ อาหารที่นี่ แนะนำร้านอาหารชื่อ ลาบเหนือครับ อาหารอร่อย ไม่แพง แต่เล็งเวลาดีๆหน่อย ร้านนี้คนเยอะ ถ้าไปตอนคนเต็มต้องเผื่อเวลารอนิดนึงครับ หรือจะร้าน ข้าวหม้อดินที่เป็นโดมสีดำๆ แถวๆร้าน Big coffee ร้านนี้ก็ใช้ได้ แต่ถ้าอยากได้อาหารอร่อย (แต่สู้ลาบเหนือไม่ได้) พร้อมสตอเบอรี่ ผลไม้ขึ้นชื่อของเขาค้อที่ราคาไม่แพง แนะนำเลย ร้านครัวโม่งเม่ง ตรงสามแยกถนน 2196 กับ 2325 ครับ บ้านผมไปร้านนี้ ได้กลับมา 5-6 กล่อง ทานบนรถหอมตลบอบอวลเลย

โอเค จนถึงเวลาเย็น เราออกมาชมพระอาทิตย์ตกที่จุดชมวิว ซึ่งจะเป็นวิวของภูเขา และด้านล่างจะเป็นอ่างเก็บน้ำรัตนัย วิวอาทิตย์อัสดงที่นี่สวยไม่แพ้ที่ใดๆในไทยเลยนะครับขอบอก แต่เวลาจะมาชมน่ะครับ ดูเวลาดีๆนะ ช่วง Golden hour ที่พระอาทิตย์จะสวยสุดๆเนี่ยมันจะสั้นมากเลยนะครับ ผมถ่ายรูปได้ไม่กี่รูปเอง พระอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้าไปซะแล้ว

  

หลังจากชมวิวอาทิตย์ตกแล้ว เราไปทานข้าวที่ร้านลาบเหนือแล้วก็เข้าที่พัก นอนพักเอาแรง เพื่อจะปั่นจักรยานตอนเช้า 7 โมงพรุ่งนี้ ไอ่เราก็ไม่เคยเล้ยปั่นขึ้นเขาเนี่ย ครั้งนี้ครั้งแรก ดูภาพแล้วกันนะครับ ว่ามันโหดมันฮาขนาดไหน ไม่อธิบายนะครับ ปั่นเสร็จขับรถกลับขอนแก่น หมดแรง

 

  

 

ภาพสวยๆ จากเขาค้อ

  

 

วันอาทิตย์, มกราคม 18th, 2015 | Author:

ขึ้นหัวเรื่องมาว่า เที่ยวปอร์โต้ (อีกแล้ว) คงเดาได้ไม่ยากว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกสำหรับเมืองนี้ ผมเคยมาแล้วครั้งนึงจาก เที่ยวปอร์โต้ ซึ่งจะว่าไปแล้วปอร์โต้ประเทศโปรตุเกสเป็นเมืองที่ผมเริ่มเที่ยวต่างประเทศเองครั้งแรกในชีวิต ตอนนั้นตื่นเต้น ภาษาไม่ค่อยได้ ทำไรไม่เป็นซักกะอย่าง ดีที่มีคนพาเที่ยวดี เลยได้ไปเที่ยวหลายที่ แต่อย่างว่าล่ะครับ มีคนพาไป ไม่ได้หาข้อมูลอะไร กลับมาจำอะไรแทบไม่ได้ เพราะว่าเดินตามเค้าอย่างเดียว คราวนี้มีโอกาสได้ไปอีกครั้ง เพราะต้องไปงานที่ Lisbon แต่ที่ Lisbon เราไปสำรวจมาจนทั่วแล้ว ระหว่างงานที่ Lisbon เราเลยไม่ได้ไปไหน ทำงานอย่างเดียว พอเสร็จงานปุ๊บเช้าวันรุ่งขึ้นก็เดินทางมาปอร์โต้ ด้วยจุดประสงค์คือ หนึ่งคุณภรรยายังไม่เคยมาเที่ยวที่นี่ และสองต้องการกลับมาซ่อมภาพต่างๆ แล้วก็วิดีโอด้วยจะได้มีครบคอลเลคชั่น

เราเดินทางจาก Lisbon มาที่ Porto ด้วยรถไฟครับ การขึ้นรถไฟที่โปรตุเกสนั้นไม่ยาก แต่ก็อาจต่างจากประเทศต่างๆที่เราไปมานิดหน่อย อย่างแรกเลยคือการซื้อตั๋ว ประเทศยุโรปอื่นๆที่ไปจะมีเครื่องขายตั๋วรถไฟ แต่ที่นี่ ผมเดินหาไม่เจออ่ะครับ สุดท้ายเลยต้องไปซื้อกับเจ้าหน้าที่ (เค้าก็ไม่ชาร์จเพิ่มนะ) ค่าตั๋วรถไฟจากสถานี Lisbon-Oriente ไป Porto-Campanha ชั้น 2  จะราคา 24.3€ ต่อคน พอขึ้นรถเราขึ้นไปนั่งแบบไม่รู้เรื่อง ไปนั่งที่ชาวบ้านเค้า แต่ในตั๋วจะระบุตู้และเลขที่นั่ง ซึ่งต่างจากประเทศอื่นๆ เค้าไม่ระบุที่นั่งกัน ยกเว้นพวกรถไฟ Hi-Speed  แต่ยังดีหน่อยรถไม่แน่น เค้าเลยว่าไม่เป็นไรๆ นั่งไปเถอะเค้านั่งที่อื่นได้ อ่ะนะด้วยความเกรงใจ เราเลยย้ายตู้ย้ายที่นั่งไปของเราดีกว่าจะได้สบายใจ เพราะเดินทางตั้ง 3 ชั่วโมงกว่าจะถึง

มาถึงที่สถานี Campanha เมือง Porto ตัวสถานีอยู่ห่างจากเมืองออกมาหน่อย แต่มีรถเมโทรวิ่งมาถึง (หลายสาย) จะไปซื้อตั๋วก็อีกละ มีเครื่องขายตั๋วแค่เครื่องเดียว (ฝั่งสถานีรถไฟ) แถมไม่รับแบงค์ด้วย ลำบากต้องไปซื้อกับเจ้าหน้าที่อื่นเหมือนเดิม โดยบัตรที่นี่จะเป็นบัตร RFID เหมือนที่ Lisbon ชื่อ Andante ราคา 0.5€ แล้วเติมตั๋วเข้าบัตรตามจำนวนที่ต้องการ เช่น 1, 2 หรือ 5 ตั๋ว ซึ่งราคาเที่ยวละ 1.2€ สำหรับเที่ยวในเมือง (Z2) แต่ถ้าจากในเมืองไปสนามบินจะเป็น Z4 ราคาเที่ยวละ 1.85€ ตั๋วที่นี่ถูกครับเมื่อเทียบกับเมืองยุโรปอื่นๆ ช่วงที่ไปเจอฝนตกพักนึง ผมเอาบัตรไว้ในกระเป๋าเสื้อกันหนาวโดนฝนเปียก แล้วบัตรก็พังเลย ระวังหน่อยนะครับ บัตรเป็นบัตรกระดาษอาจพังง่ายนิดส์นึง

เกริ่นมานานยังไม่เข้าเรื่องเที่ยวเลย ฮ่าๆๆ เราเข้าพักที่โรงแรม Hotel Grande Rio ออกจากกลางเมืองมานิดเดียว แต่ราคาแค่คืนละ 22.95€ ถือว่าถูกมากๆ สะดวกดี เดินประมาณ 5 นาทีถึงสถานีเมโทร Faria Guimaraes ครับ

เอาล่ะเที่ยวได้ละ เราออกจากโรงแรมตอนเช้าประมาณ 9 โมง ไม่ได้รีบร้อนเพราะว่าเมืองปอร์โต้ไม่ใหญ่ แถมนั่งเมโทรแค่ 2 ป้ายก็ถึงโซนท่องเที่ยว เรานั่งเมโทรมาลงที่สถานี Aliados ซึ่งเป็นสถานีกลางเมืองเลยก็ว่าได้ พอออกจากสถานีรถไฟมาก็จะเจอลาน Praça da Liberdade ที่เป็นที่ตั้งของอาคารศาลากลาง (Town hall) ที่เป็นอาคารที่มี Tower สูงตรงกลาง วันที่ผมไปช่วงเช้ายังไม่มีแดดคนก็ยังน้อยอยู่ ถ่ายภาพได้แบบโล่งๆเลยครับ ซึ่งนอกจากอาคาร Town hall แล้วก็ยังมีอาคารที่สวยงามรายรอบสแควร์แห่งนี้

ที่ปลายสแควร์จะมีอนุสาวรีย์กษัตริย์ขี่ม้า และตรงหัวมุมถนนจะมีรูปปั้นคนส่งหนังสือพิมพ์กับตู้ไปรษณีย์สีแดงแจ๋ ตั้งให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปกันด้วยนะครับ

จากจุดนี้จะเป็นทางแยก เลี้ยวซ้ายจะไปทางสถานีรถไฟ Sao Bento เลี้ยวขวาจะขึ้นเดินไปที่ท่องเที่ยวอื่นๆ เราเลือกที่จะไปทางด้านขวาก่อน เพราะมีที่ท่องเที่ยวหลายที่น่าสนใจ เดินขึ้นเนินไปจะเจอโบสถ์ชื่อว่า Igreja dos Clérigos เป็นโบสถ์ที่มีลักษณะเด่นคือตัวโบสถ์จะเป็นวงรีรูปไข่ และมีหอระฆังอยู่ด้านหลัง

การเข้าชมโบสถ์ทั่วไปในโปรตุเกสจะไม่เสียค่าเข้า ยกเว้นโบสถ์ไหนที่เป็นโบสถ์ใหญ่ๆ และมีสมบัติต่างๆมาโชว์ให้ดู อันนั้นจะเก็บตังค์ครับ

ภายในตัวโบสถ์ก็จะไม่ต่างจากโบสถ์ทั่วไปมากนัก มีแท่นบูชา มีเก้าอี้สวดมนต์ มีเครื่องดนตรีขนาดใหญ่และมีพวกกระจกสีๆ ประดับสวยงาม แต่ที่ปอร์โต้นี้โบสถ์จะมีความแตกต่างหน่อยตรงที่ จะมีการแกะสลัก เป็นสีทองๆ ลวดลายเยอะๆ ดูแล้วต่างจากที่อื่นๆครับ

 

เมื่อชมโบสถ์เสร็จแล้วเดินออกมา เพื่อไปดูว่าจะขึ้น Tower ได้มั้ย ปรากฏว่าต้องจ่ายค่าขึ้น 3€ เลยไม่ขึ้นดีกว่า  แต่ถ้าใครอยากขึ้นก็น่าจะดีนะครับ เพระว่า Tower นี้จะสูงที่สุดในเมือง ขึ้นไปน่าจะเห็นวิวเมืองที่สวยๆทั่วเลยครับ

ถัดจากโบสถ์เดินต่อไปนิดนึง จะเป็นสวนที่ชื่อว่า Jardim de João Chagas (Cordoaria) สวนนี้จริงไม่มีอะไรโดดเด่นนอกจากรูปปั้นคนหัวเราะจนตกเก้าอี้ และต้นไม้ที่มีโคนต้นป้อมๆใหญ่ๆ ช่วงที่ไม่มีคน ถ่ายรูปแล้วมีต้นไม้พวกนี้เป็นฉากหลังให้เบลอๆหน่อยจะสวยนะครับ

ถัดจากสวนไปจะเป็นอาคารและโบสถ์อีกหนึงที่เดินเลยไปชมหน่อยก็ได้ครับ หรือจะเดินย้อนกลับมานิดนึงตรงรูปปั้นคนใส่แว่นตาใกล้ Tower จะมีทางเดินผ่านร้านค้าไปโผล่อีกฝั่งนึงตรงข้ามร้านหนังสือ Livraria Lello

ร้านหนังสือนี้มีอะไร? ก็จะเป็นร้านหนังสือร้านดังที่ J.K. Rolling เจ้าแม่แห่ง Harry Potter ชอบมาใช้บริการ ช่วงที่เค้าเป็นครูสอนภาษาที่ปอร์โต้นี่ ร้านนี้เป็นร้านเก่าแก่ และมีจุดสำคัญคือการตกแต่งในร้านที่มีบันได เพดาน ชั้นหนังสือต่างๆที่สวยงามมาก เค้าว่าคนที่แต่ง Harry Potter ได้ไอเดียฉากในหนังสือ จากร้านหนังสือนี้แหละ ผมเลยตั้งชื่อว่า ร้านหนังสือ Harry Potter ละกันครับ ตอนที่ผมมาคราวที่แล้ว เค้าให้ถ่ายรูปได้นะ แต่ว่ามาคราวนี้ห้ามถ่ายซะแล้ว อดเลย งั้นเอาภาพจากอันเก่ามาให้ดูละกันนะครับ

เดินชมร้านหนังสือซักพัก ไม่ได้อุดหนุนอะไรซักอย่างก็ออกมาแล้วเดินมาทางโบสถ์ที่อยู่ใกล้ๆกัน ซึ่งโบสถ์นี้จะถือเป็นจุดท่องเที่ยวหลักอีกจุดนึง เพราะเป็นโบสถ์แฝดที่สร้างติดกัน แต่ไม่มีช่องทะลุถึงกัน เค้าว่าเป็นโบสถ์ของคนจนกับคนรวยที่สร้างมาคู่กัน อันนึงสร้างก่อนอีกอันประมาณ 100 ปี ด้านในโบสถ์ทั้งสองจะสวยงามมากมีการแกะสลักลวดลายต่างๆ แตกต่างจากโบสถ์อื่นในปอร์โต้ ถือว่าพลาดไม่ได้นะครับที่นี่

จากโบสถ์ จริงๆยังมีอีกหนึ่งที่เที่ยวใกล้ๆกันคือ พิพิธภัณฑ์ภาพถ่ายและกล้องถ่ายรูป ไม่เสียตังค์เข้าครับ อยู่ใกล้สวน ฝั่ง Tower ของโบสถ์รูปไข่นั่นแหละครับ แวะเข้าไปชมได้ เห็นเค้าว่าเป็นคุกมาก่อน ตัวอาคารเลยมีลูกกรงแน่นหนาเชียวล่ะครับ

เราเดินเที่ยวแถวนี้เสร็จโดยใช้เวลาไม่นานครับ แค่ 2 ชั่วโมงได้ ดูเวลาก็ประมาณเที่ยงหน่อยๆ เราเล็งร้านอาหารไว้แล้วล่ะครับ เป็นร้านที่มีริวิวดีจากในเนต ราคาพอกินได้ประมาณ 7-10€ ได้เยอะพออิ่ม ชื่อร้าน O Marinheiro ลองค้นดูน่าจะเจอครับ เดินไปนิดนึงก็ถึงแล้ว และเป็นทางเดียวกับที่จะต้องเดินกลับไปสถานี เมโทร Aliados ด้วย เมนูแนะนำจะเป็นพวกปลาย่างครับ อร่อยดี แต่ร้านแถวนี้เปิดเป็นช่วงเวลานะครับ เช่นร้านนี้เปิดประมาณสายๆ ถึง บ่ายสามครึ่ง แล้วจะพักไปเปิดอีกที 6 โมงครึ่งเป็นอาหารเย็นเป็นต้นไปครับ

พอทานอาหารและโด๊ปกาแฟเพิ่มพลังแล้ว เรากลับไปที่สถานีเมโทร Aliados เพื่อไปจะนั่งรถไปชมสะพานและวิวมุมสูงของเมืองปอร์โต้กัน นั่งรถสายสีเหลืองไป 2 สถานี (จริงๆเดินก็ได้นะ แต่ว่านั่งรถจะสบายกว่า) ลงที่ป้าย Jardim do Morro เป็นป้ายที่ติดสะพาน และมีจุดชมวิว ลงจากรถปุ๊บเจอวิวเมือง Porto สวยๆที่เป็นวิวมหาชนเลยครับ แนะนำว่าควรมาถึงก่อนบ่าย 3 ครับเพราะแสงกำลังเข้าทางฝั่งเมืองพอดี จะสวยมาก แต่ถ้ามาบ่ายแก่ๆจะเริ่มถ่ายรูปคนยากละ เพราะแสงจะเริ่มเปลี่ยนทางๆ

จุดที่ยืนถ่ายรูปเมือง Porto นี้จะอยู่ที่ฝั่งชื่อว่า Villa Nova de Gaia เป็นอีกเมืองนึง แต่เห็นว่าเมื่อก่อนเป็นเมืองคู่กันกับ Porto เค้าเรียกว่า Porto (ออกเสียงว่า ปอร์ ตู้ ตามภาษาโปรตุกีส) กับ Gaia (ออกเสียงว่า กา เอีย) พอเรียกรวมๆกัน ปอร์ตู้กาเอีย เลยเพี้ยนเป็น  ปอร์ตูกอล ในปัจจุบัน วิวจากมุมนี้ สวยและถ่ายรูปได้เยอะเลยครับ

แต่จุดชมวิวไม่ได้มีแค่ตรงนี้นะครับ ถ้าหันหลังกลับไปจากจุดชมวิวจะมีอนุสรณ์สถานอยู่มีทางเดินขึ้นไปได้แต่ต้องเดินเลยป้ายเมโทรไปหน่อย แนะนำให้เดินขึ้นไปดูครับเพราะว่าวิวจะต่างจากจุดชมวิวข้างล่าง และที่สำคัญจะได้วิวสะพานเต็มๆด้วยครับ

ว่าด้วยเรื่องของสะพานกันซักหน่อย สะพานนี้ชื่อว่าสะพาน Luis I ที่สร้างข้ามแม่น้ำ Douro จากฝั่ง Porto มาฝั่ง Gaia เป็นสะพานเหล็ก 2 ชั้น ด้านบนสำหรับรถเมโทร ด้านล่างสำหรับรถยนต์ ทั้ง 2 ชั้นมีทางเดินคนข้ามได้ ดูจากลักษณะโครงเหล็กแบบนี้คุ้นๆมั้ยครับ เหมือนกับสิ่งก่อสร้างเหล็กอันดับหนึ่งของโลกคือหอไอเฟลมั้ย เหอๆ ถูกต้องครับ คนออกแบบทีมงานเดียวกันเลย ถ่ายรูปสะพานเหมือนได้ถ่ายกับหอไอเฟลแห่งโปรตุเกสเลยครับ

นอกจากสะพานแล้ว ฝั่ง Gaia ยังเป็นแหล่งผลิตไวน์ชั้นยอดของโปรตุเกสที่เรียกว่า พอร์ทไวน์ (Port wine) มีโรงงานไวน์เยอะแยะอยู่ด้านล่าง สำหรับนักชิมไว้ นั่งกระเช้าลงไปได้เลยครับ มีทัวร์ชิมไวน์ พ่วงท้ายด้วยการโน้มน้าวให้ซื้อไวน์ รับรอง กลับออกมา มีมึนได้ไวน์มาคนละขวดสองขวด ฮ่าๆๆๆ

เราไม่ได้นั่งกระเช้าลงมา แต่ว่าเราเดินข้ามสะพานกลับไป เพื่อจะไปถ่ายรูปที่กลางสะพาน คนที่กลัวความสูงมีขาสั่นล่ะครับ เพราะว่าสะพานสูงจากน้ำมาก ขนาดว่าผมไม่ค่อยกลัวความสูง มองลงไปยังเสียวๆขาเลย แถมต้องคอยฟังเสียงด้วยนะ ถ้ามีเสียงติ๊งต่องมาก็กระโดดหลบรถเมโทรด้วยล่ะ

จากสะพานเดินกลับมาจะเป็นที่เที่ยวอีก 1 ที่คือ โบสถ์ใหญ่ของเมืองชื่อ Sé do Porto มีลานกว้างด้านหน้าให้ถ่ายรูปได้ ตอนบ่ายๆ แสงเข้าพอดีครับ มุมนี้จะสวย ภายในโบสถ์ส่วนที่เข้าฟรี จะไม่ค่อยมีอะไรมาก แต่ถ้าจะเข้าไปชมพวกห้องต่างๆ ภายในจะต้องเสียค่าเข้าชม 3€ ผมว่าอาจจะแพงไปนิด ถ้าซัก 2€ นี่จะกำลังดี ผมเข้าไปดู จะมีพวกห้องให้ดูแล้วก็บริเวณภายในที่มีลานสี่เหลี่ยมตามแบบแขกมัวร์ มีกระเบื้องเขียนลายสีฟ้าที่เป็นเอกลักษณ์ของที่นี่ และมีชุดของพระผู้ใหญ่ให้ดู ผมว่าเข้าไปก็ไม่เสียหายครับ

 

เอาล่ะจากโบสถ์เสร็จแล้ว ตอนนี้ประมาณบ่าย 4 โมงกว่า ได้เวลาลงไปชมวิวริมแม่น้ำแล้วครับ ทางหลังโบสถ์มีทางเดินเล็กๆเดินลงไปที่แม่น้ำได้มีลูกศรบอกชัดเจนไม่น่าหลง เดินผ่านบ้านของชาวบ้านเห็นบ้านเรือนสร้างติดๆกันบนเนินก็สนุกดีครับ แต่ข้อควรระวังคือ Porto มีลักษณะเป็นเมืองบนเขา ดังนั้นเดินลงเขานี่ ถ้าเข่าไม่ดีมีร้องได้ครับ ขนาดผมเข่าดีๆ แต่น้ำหนักเยอะไปนิดยังเริ่มรู้สึกแปล๊บๆที่หัวเข่าเลย

เดินลงมาถึงข้างล่างจะมาโผล่ที่ลานนั่งกินดื่มริมแม่น้ำครับ แถวนี้มีร้านอาหารหลายร้าน ราคาจะแพงกว่าด้านบนหน่อยประมาณ 1€ แต่เนื่องจากว่าราคาอาหารที่นี่ไม่แพงเท่าไร ผมว่าการได้มานั่งทานอาหารเย็นชมวิวแถวนี้น่าสนใจนะครับ บางร้านมีนักร้องมาร้องเพลง เล่นดนตรีให้ฟังด้วย แต่ก่อนทานข้าวผมว่าถ่ายรูปวิวสะพานก่อนดีกว่าครับ เดี๋ยวแสงจะหมด มีมุมให้ถ่ายรูปสวยๆ และมีเรือขนไวน์มาจอดให้ดู ไม่ได้วิวมุมนี้ผมว่าเหมือนมาไม่ถึง Porto นะจะบอกให้ แถวนี้เดินเล่นถ่ายรูปได้ยาวไปจนอีกฝั่งของสะพานที่เป็นโรงงานไวน์ ถ้าไม่มืดซะก่อน เดินถ่ายรูปจนค่ำได้เลยครับ แล้วมานั่งทานข้าว จากนั้นเมื่อเวลาสะพานเปิดไฟ จะได้อีกบรรยากาศให้ถ่ายรูปสวยๆหลังทานข้าวด้วย

ถึงตรงนี้หมดที่เที่ยวแล้วครับสำหรับ Porto แต่ขอแนะนำให้เดินไปแถวใต้สะพานจะมีที่นั่งรถรางไต่เขาขึ้นไปด้านบนอีกครั้ง ไปเก็บวิวเมือง Porto ที่จุดชมวิวอีกครั้งด้วยนะครับ รับรองคุ้ม ก่อนกลับที่พัก

สำหรับทริปนี้ เป็นทริปเก็บตก กลับมาซ่อมที่คราวที่แล้วมาฝนตกหนักเลย และคราวนี้ได้มากับคุณภรรยา เราเที่ยวแค่เมืองเดียวก่อนกลับไปลุยงานกันต่อ แล้วพบกันใหม่ครับ บ๊ายบาย

ภาพสวยๆ จาก Porto

วันพุธ, ธันวาคม 17th, 2014 | Author:

วันสุดท้ายของทริปอังกฤษแล้ว ดูเหมือนแป๊บๆเอง แต่นี่ก็วันที่ 4 แล้ว จริงๆแล้วจะว่าไปอังกฤษ โดยเฉพาะ London ก็ไม่มีอะไรมากนะ ใช้เวลาแค่ 2-3 วันแค่นี้ก็พอ ถ้ามีเวลาเหลือก็ออกมาเมืองรอบข้างได้ เช่น ออกไปดู Stonehenge แล้วเลยต่อไปที่เมือง Bath ดูบ่ออาบน้ำโรมัน หรือ แม้แต่ไปเมืองมหาลัยอย่าง Oxford หรือ Cambridge ตอนแรกวางแผนจะไป Bath ด้วย แต่ดูจากอากาศแล้ว ฝนตก หนาว มืดเร็ว เลยเปลี่ยนใจไม่ไปดีกว่า ไว้ถ้ามีโอกาสคงได้ไปคราวหน้า วันนี้เลยออกไปเที่ยวที่ Cambridge แทน แต่ก็อย่างที่บอกครับ ครึ้มทั้งวัน หาแสงแดด แทบไม่เจอเลย

เรานั่งรถจากโรงแรมมาที่สถานี King’s cross หรือ King’s X แล้วนั่งรถไฟออกนอกเมืองไปที่เมือง Cambridge ซึ่งเมืองนี้ได้ยินชื่อมานานตั้งแต่เริ่มเรียนภาษาอังกฤษ ก่อนจะมาเรียนต่อที่นี่ แล้วเคยได้ยินโฆษณาในทีวี แว่วๆ ชื่อ คิงส์ คอลเลจ อะไรทำนองนั้น พอมาเที่ยวและลองหาข้อมูลดูเพิ่งรู้ว่าอ่อ อยู่ที่แถวๆนี้เอง ลองไปเที่ยวดูดีกว่า และยิ่งพอได้อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานที่ต่างๆในเมือง ยิ่งทำให้เมืองมีความน่าสนใจขึ้น ลองมาดูกันครับว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง

เริ่มจากลงรถไฟที่สถานีรถไฟ Cambridge จากแผนที่เดินเข้าเมืองระยะทางประมาณ 2 ไมล์ โห ไกลนะน่ะ แต่เราก็เดินเอา เพราะประหยัดค่ารถ มาคิดๆดูอีกที นั่งบัสไปน่าจะดีกว่า แค่เดินเข้าถึงตัวเมืองเล่นเอาเหนื่อยเลย และแถมเรามาถึงก็ประมาณเกือบเที่ยงใช้เวลาเดินอีก ทำให้เสียเวลาเข้าไปอีก กลัวมืดก่อนจริงๆ

เมื่อเดินตามแผนที่เข้าเมืองมาเรื่อยๆ จุดแรกที่จะเจอคือ พิพิธภัณฑ์ Fitzwilliam ก่อนเข้าตัวเมือง เหมือนเดิมครับ พิพิธภัณฑ์เข้าฟรี มีของให้ดูเหมือนกัน ทั้งจานชาม มัมมี่ ภาพวาด และอื่นๆอีกหลายอย่าง ถ้ามีเวลาหลังจากเที่ยวในตัวเมืองเสร็จแล้ว เข้าไปชมหน่อยก็ดีนะครับ แต่ของผม ผมเข้าก่อน เข้าเมือง และใช้เวลาเดินนานไปหน่อย ยิ่งทำให้ช้าลงไปอีก (คำว่าช้านี่หมายถึง มันจะค่ำแล้วอ่ะครับ  แค่บ่ายหนึ่ง บ่ายสอง แสงไม่มีแล้ว) ดังนั้นควรเที่ยวอื่นๆให้เสร็จก่อนแล้วค่อยมาเข้า museum นะครับ

ถัดจาก Fitzwilliam museum เราเดินต่อมาเรื่อยๆ ตามถนนใหญ่ที่ตัดกับซอยชื่อว่า Mill lane ซึ่งถ้าเลี้ยวเข้าซอยไปจะเจอจุดท่องเที่ยวจุดแรกของเมืองครับ มันจะมีจุดจอดเรือถ่อ ที่ชื่อว่า Punting  ในช่วงหน้าร้อน หรือวันอากาศดีๆ การเที่ยวเมือง Cambridge ด้วยเรือถ่อที่มีโชเฟอร์เรืออยู่ข้างหลังเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมมากครับ เพราะจะได้ล่องไปตามแม่น้ำ เคม (Cam) และดูสะพาน (Bridge) ครบเลยว่ามา Cambridge เรือถ่อนี้มีทั้งที่เป็นของคนนอก และเป็นนักเรียน Cambridge มาให้บริการ ตกค่าใช้จ่ายประมาณคนละ £10-12 แต่ถ้าเราบอกว่าเป็นนักเรียน แสดงบัตร อาจได้ส่วนลดนิดหน่อย วันที่เราไป อากาศเย็น ไม่ค่อยมีคนใช้บริการ ดังนั้นจะเห็นเรือจอดเพียบ ถ้าวันอากาศดี เรือพวกนี้จะออกให้บริการกันอย่างคับคั่งเลยครับ

จากจุดจอดเรือ Punting เดินต่อไปเรื่อยตามซอกซอย ดูบ้าน ดูอาคารต่างๆของเมืองจนมาถึงเขตของ College แรกคือ Queen’s college ตรงแม่น้ำจะมีจุดท่องเที่ยวอีกจุดคือ สะพาน Mathematical bridge หรือชื่อจริงคือ Wooden bridge เจ้าสะพานนี้เป็นจุดท่องเที่ยวได้ไง มันก็แค่สะพานไม้ มันเป็นจุดเที่ยวเพราะเรื่องราวของมัน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีคนเล่าว่า สะพานนี้สร้างขึ้นโดย เซอร์ ไอแซค นิวตัน ซึ่งเป็นศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัย Cambridge โดยท่านเซอร์ ใช้หลักการของสมการทางคณิตศาสตร์สร้างและวางไม้พาดต่อกันเพื่อรับน้ำหนัก โดยไม่ต้องมีน๊อตอะไรยึดซักตัว หลังจากนั้น เด็กนักเรียน Cambridge รุ่นหลัง อยากลองว่าทำได้ยังไง เลยรื้อสะพานออก แล้วลองต่อกลับเข้าไปใหม่แบบไม่ใช้น๊อต แต่ปรากฏว่าทำไม่ได้ เลยจำเป็นต้องเอาน๊อตมายึดไว้จนเห็นมาถึงปัจจุบัน

แต่ในความเป็นจริง เรื่องเล่านั้นเป็นแค่เรื่องแต่งขึ้นเท่านั้น สะพานนี้สร้างหลังจากท่านเซอร์เสียชีวิตไปแล้วตั้ง 22 ปี ท่านจะฟื้นมาสร้างคงไม่ใช่ การสร้างสะพานนี้ออกแบบโดย William Etheridge ซึ่งออกแบบให้มีน๊อตอะไรต่างๆ ตั้งแต่ต้น แต่ว่าขันน๊อตจากด้านนอก ทำให้ถ้ามองจากในสะพานจะไม่เห็น ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับท่านเซอร์เลยครับ แค่แต่งขึ้นมาให้เป็นจุดขายเฉยๆ

เมื่อถ่ายรูปกับสะพานแล้วเดินตามถนนหลักของเมืองไปเรื่อยๆ จาก Queen’s college ไปถึง King’s college อ่อ ลืมบอกไป มหาวิทยาลัย Cambridge นี้แบ่งออกเป็นหลาย College มากครับ ที่ดังๆคุ้นๆ ก็จะมี King’s College และ Trinity College ทำนองนี้ครับ ก่อนถึง King’s College จะมีซอยเลี้ยวขวาอยู่ซอยนึง มองไปจะเห็นผับ ชื่อว่า The Eagle pub ซึ่งผับนี้ก็เป็นอีกหนึ่งจุดขายของที่นี่ เพราะอะไรจะเล่าให้ฟัง

สมัยก่อนผับนี้เป็นที่สังสรรค์ของทหารช่วงสงคราม เวลามีกินเหล้า หรือเฮฮา เค้าก็จะมาจารึกชื่อ ที่เพดานร้าน ทั้งคนที่ไปรบ ตายไม่ตายไม่รู้ แต่ชื่อเยอะแยะเต็มไปหมด ถ้าเข้าไปนั่งกินในร้านอาจพบเจอเจ้าของชื่อเหล่านั้นได้ อันนี้เรื่องนึง ส่วนอีกเรื่องคือว่า เมื่อก่อน นักเรียนของ Cambrige เวลาเที่ยงๆบ่ายๆ เค้าจะมาหาอะไรกินกันที่นี่ มีนักเรียนคนนึงชื่อ Francis Crick ก็มานั่งกินข้าวเที่ยง กินๆอยู่เกิดบรรลุ คิดเรื่องโครงสร้างทางเคมีของ DNA ได้ซะงั้น จนในเวลาต่อมาเค้าก็ได้รับรางวัลโนเบลอีกด้วย ร้านนี้จึงเป็นเหมือนต้นกำเนิดของ DNA เลยว่างั้นเถอะ เหอๆๆ ทางร้านเค้าเลยคิดสูตรเหล้าใหม่ขึ้นมาเพื่อกาลนี้โดยเฉพาะ ใช้ชื่อว่า Eagle’s DNA คอทองแดงทั้งหลาย อย่าลืมแวะไปลองหน่อยนะครับว่าเป็นยังไง ส่วนผมขอผ่าน กินแอลกอฮอล์ไม่ค่อยจะเป็นครับ

เอาล่ะ หลังจากผับแล้วเดินต่อไปที่ King’s College ที่นี่โดดเด่น และโด่งดังในเรื่องของ Chapel หรือห้องประชุม ประจำ College ซึ่งถ้าคุณ search ในอากู๋ คำว่า Cambridge ผมว่ารูปแรกที่โผล่มาน่าจะเป็นรูปของ Chapel ของ King’s College แน่ๆ แล้ว Chapel ที่ว่านี้ ทำไมโดดเด่น ก็เพราะ เป็นอาคารสิ่งปลูกสร้างแบบศิลปะ โกธิค ที่มีลักษณะเด่นคือ ด้านใน ตรงที่รับน้ำหนักของหลังคา จะมีโครงสร้างที่เรียกว่า Fan vault ซึ่งถือเป็น ลักษณะเด่นของศิลปะนี้ เจ้า Fan vault ของ King’s College Chapel นี่แหละใหญ่ที่สุดในโลกเลยนะจะบอกให้ น่าเสียดายมาก วันที่ผมไปเค้าปิด ไม่ให้เข้า เพราะมีงานของวิทยาลัย คนนอกไม่ให้เข้า น่าเสียดายไม่ได้มีภาพมาให้ดูลอง search คำว่า cambridge fan vault ดูนะครับ

ถึงแม้ไม่ได้เข้าไปดูก็ไม่เป็นไร ถ่ายภาพด้านนอก Chapel ตรงสนามหญ้าเขียวก็สวยเหมือนกันครับ ใครไปใครมา ต้องมาถ่ายภาพมุมนี้นะไม่งั้นมาไม่ถึง Cambridge

เดินไปเดินมารอบๆ King’s College แล้วเราก็เดินต่อมาที่ Trinity College ซึ่งอยู่ติดกันนั่นแหละครับ ที่ Trinity ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ ของเรื่องเล่า และเป็นที่ศึกษาของคนดังอย่างท่านเซอร์ ไอแซค นิวตัน ถ้าเป็นคนไทยศิษย์เก่าก็คือท่านอานันท์ ปัญญารชุน

ส่วนเรื่องเล่าของ Trinity College ก็คือ เจ้าต้นไม้ ไม่มีใบ (ตอนนี้หน้าหนาว ใบร่วงหมด) ที่หน้าทางเข้า College นี่แหละครับ มันคือต้น Apple ที่มีเรื่องเล่าว่า ท่านเซอร์ไอแซค นั่งใต้ต้น Apple แล้ว ลูกมันหล่นใส่หัว จึงคิดเรื่องแรงโน้มถ่วงของโลกได้ โอ้ จริงหรือนี่ !! คำตอบคือไม่จริงครับ

จากที่อ่านมาจาก wiki ถูกผิดยังไงไม่ทราบนะครับ ต้นที่ผลมันหล่นใส่ท่านเซอร์น่ะ ไม่ได้อยู่ที่ College แต่อยู่ที่บ้านของท่านที่เมือง Woolsthorpe Manor นู่น ต้นนี้เอาเม็ดจากต้นจริงมาปลูกเฉยๆ

และจาก Trinity College เดินต่อไปจะเป็น St John’s College ที่เค้ามีสะพานสวยอีกหนึ่งสะพานชื่อ Bridge of Sighs แต่การจะเข้าไปดูต้องเข้าวิทยาลัย และวันนี้เค้ามีงานกันทุกวิทยาลัยเลย จึงไม่อนุญาติให้เข้าฟรี ต้องจ่ายตังค์เข้า อดเลย เราเลยไม่ได้เห็นของจริง เห็นแต่รูปในเนตเอาละกันครับ

เราเดินมาจนสุดแล้ว และเริ่มมืดแล้ว หนาวและลมแรง จึงปิดท้ายทริปนี้ด้วยอาหารร้านจีนที่หลัง St John’s College เป็นก๋วยเตี๋ยวต้มยำทะเล กับข้าวหมูกรอบ ราคาประมาณอย่างละ £8 พอใช้ได้ครับ อิ่มเลย แล้วจากนั้นเราก็เดินทางกลับ London เป็นอันสิ้นสุดทริปประเทศอังกฤษแล้วครับ ขอบคุณที่ตามอ่านนะครับ เจอกันใหม่ทริปหน้า บ๊าย บาย

ภาพสวยๆ จาก Cambridge

วันพุธ, ธันวาคม 17th, 2014 | Author:

เที่ยว London อีกวันแต่ว่าวันนี้พยากรณ์อากาศว่าฝนจะตกทั้งวัน และอุณหภูมิประมาณ 5 องศา ผมว่าไม่ดีแน่ถ้าจะออกไปเดินถ่ายรูปด้านนอกตามสถานที่ต่างๆ ดังนั้น แผนการวันนี้คือไปเดินเล่นในอาคารกัน ไม่มีที่ไหนดีไปกว่าเดินในพิพิธภัณฑ์ แล้วแถมวันนี้เป็นวันศุกร์ ที่ British museum ปิดค่ำด้วย ประมาณ 3 ทุ่มดังนั้น วันนี้ขอนำเสนอพิพิธภัณฑ์ใน London ล้วนๆนะครับ

ว่าแต่ทำไมต้องไปเดินพิพิธภัณฑ์ มันดียังไง ข้อดีของพิพิธภัณฑ์ที่ London นี่ดีสุดคือ เข้าฟรี ครับ เหมือนเค้าส่งเสริมให้คนของเค้า โดยเฉพาะเด็กๆ เข้าไปหาความรู้จากพิพิธภัณ์ เริ่มต้นที่ Natural History Museum หรือ พิพิธภัณฑ์ ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ นั่งรถไปลงที่สถานี South Kensington เดินออกมาก็ถึงเลย ด้านหน้ามีลาน Ice skate ให้เด็กๆเล่นด้วย แต่ก็ต้องเสียตังค์ค่าเล่น เราเคยเล่นมาละ เลยผ่านไปยังตัวพิพิธภัณฑ์เลย

ในการเข้าที่พิพิธภัณฑ์นี้ มีทางเข้าหลายทางนะครับ คือทางหน้า และทางด้านข้าง หลายคนคิดว่ามีทางเข้าทางเดียว มายืนต่อคิวเข้ากันยาว เพราะเค้าต้องเช็คกระเป๋าก่อนเข้า เราดูคิวแล้วเลยคิดว่ามันยาว เดินไปที่ พิพิธภัณฑ์ Science museum ก่อนดีกว่าอยู่ติดๆกัน ที่ไหนได้พอเดินมาทางด้านข้างที่จะไป Science museum มีทางเข้าอีกทางนึง ไม่มีคนซักคน เดินเข้าได้เลยทันที ไม่ต้องไปต่อคิวเลย เอ่อ ดีจัง ดังนั้นแนะนำสำหรับคนที่จะมาเที่ยว ถ้าคนต่อคิวด้านหน้าเยอะ ลองเดินมาด้านข้างนะครับ เข้าได้เหมือนกัน ไม่ต้องรอคิวด้วย

ที่พิพิธภัณฑ์ Natural History นี้ชื่อก็บอกแล้วว่าเป็นพวกประวัติศาสตร์ และธรรมชาติ ผมว่าดีมากๆ สำหรับคนที่มาเที่ยวกับเด็ก ผมไม่แปลกใจเลยที่เวลาเราเรียนหนังสือภาษาอังกฤษ มักเจอคำถามว่า เคยไป museum มั้ย ชอบอะไรใน museum บ้าง เด็กไทยแทบตอบกันไม่ได้เพราะเมืองไทยเราไม่มี museum ดีๆให้ดูเท่าไร และไม่รู้จะมีอะไรข้างในบ้าง แต่ที่นี่ มีของให้ดูเยอะมากครับ ตั้งแต่ยุคไดโนเสาร์ ที่มีทั้งโครงกระดูก ทั้งตัวที่เคลื่อนไหวได้ มีวิดีโอ มีอะไรให้ดูน่าตื่นตาตื่นใจมาก ถ้าเป็นเด็กๆมาเดิน และมีคนอธิบายให้ความรู้ รับรอง ได้ความรู้กลับไปไม่มีเบื่อเลยล่ะครับ ดังนั้นถ้าพาลูกมาเที่ยว London แนะนำให้เข้ามาชมพิพิธภัณฑ์นี้ด้วยนะครับ

ในตัว Natural History แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ซ้าย ขวา ซ้ายเป็นพวกสัตว์ ตั้งแต่โบราณ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์ บก นำ้ เลื้อยคลาน หรือ บินได้มีหมด ส่วนทางปีกขวา เป็นพวกพืช แร่ โลก และสิ่งไม่มีชีวิตอื่นๆ มีพวกสัตว์สต๊าฟ และคำอธิบายให้ดู นี่แหละ เด็กฝรั่งเค้าเลยมีพื้นฐานความรู้มากมายตั้งแต่เด็ก และวันที่ผมไปนั้นมีพ่อแม่ และโรงเรียนพาเด็กๆมาเยอะมากเลย ดูเหมือนเป็นการศึกษานอกห้องเรียนอย่างแท้จริง โรงเรียนไทยอยากให้มีอย่างนี้บ้างจัง

 เราเดินดูทุกห้องเลย ว่าง่ายๆ เดินจนขาลากอะครับ จินตนาการว่า ถ้ามีลูกและได้มาที่ London อีกครั้ง จะพาลูกมาเดินที่นี่แน่นอน แล้วจากนั้น เราก็ออกไปต่อที่อีกพิพิธภัณฑ์คือ Science museum ซึ่ง ตอนนั้นผมคาดหวังที่นี่ไว้สูง ว่าน่าจะมีอะไรที่เป็นเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ หรือของเล่นอะไรให้ดูตื่นตา แต่กลับไม่เป็นอย่างนั้น ที่ Science museum มีของให้ดูน้อยมากๆๆ แต่เน้นเป็นการโชว์ หรือโรงหนังที่ฉายพวกที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ เช่น อวกาศ หรือโลกใต้ทะเล ทำนองนั้น เป็นโรงหนังระดับ IMAX แต่ก็นะ จะดูต้องจ่ายตังค์ ต่อคน ตั้ง  £20 ได้ โอ้ แพงเกินไปครับ ผมเลยไม่ได้ดูอะไรเท่าไรเลย เราใช้เวลาที่นี่แค่ชั่วโมงเดียวเองมั้ง เพราะเดินได้แค่ 1 ชั้นเท่านั้น

ดูนาฬิกาแล้วเป็นเวลาบ่าย ลืมไปเลยว่ายังไม่ได้กินข้าว ไปหาอะไรกินดีกว่า ซึ่งจากแถวพิพิธภัณฑ์นี้ไม่มีร้านอาหารที่เราเล็งไว้ มีแต่ที่แถว China town ดังนั้น เราเลยนั่งรถต่อไปลงที่ Leicester square แล้วเดินออกมาทางร้าน m&m ซึ่งน้องที่เรียนที่นี่เค้าบอกว่า มีร้านญี่ปุ่นอยู่ร้านนึงชื่อ Misato ร้านเล็ก หายใจแรงไม่ได้ เดี๋ยวร้านจะหายไป เหอๆๆ มันก็คงอย่างนั้นครับ เดินผ่านไม่ทันมอง สามารถเดินเลยร้านไปได้ง่ายๆ เพราะร้านเล็กนิดเดียว ร้านนี้มีดีตรงที่ราคาอาหารไม่แพง ประมาณ £5-6 แต่ได้อาหารจานโต รสชาติใช้ได้ และพนักงานทั้งร้านเป็นคนไทยครับ คุยกันง่ายเลยแหละ ใครสนใจเชิญได้นะครับ ห่างจากร้าน Four seasons ของ China town แค่ 5-6 ห้องเท่านั้นครับ

หลังจากอิ่มท้องด้วยอาหารญี่ปุ่นจานโตแล้ว ต่อไปเราจะไปต่อที่ British museum เพราะเป็นพิพิธภัณฑ์ใหญ่และเปิดถึงค่ำวันนี้ ต้องเดินนานแน่นอนที่นั่น เราใช้วิธีเดินจากแถว China town ไปยัง British museum ประมาณ  3 แยกไฟแดง (ไกลอยู่นะ) แต่ก็เร็วกว่านั่งบัส เพราะรถติดม๊าก ไปถึงหน้าพิพิธภัณฑ์ ยังกะเค้าไม่เปิด เล่นปิดไฟซะมืดเลย ใจหล่นไปตาตุ่ม ว่ามาเสียเที่ยวมั้ยเนี่ย แต่จริงๆ เค้าเปิดครับ แค่ประหยัดไฟเฉยๆ

ที่ British museum นั้นแตกต่างจาก Natural History museum ครับ เพราะที่นี่ไม่มีเด็กเลย มีแต่ผู้ใหญ่ เพราะที่นี่มีแต่เรื่องราวของสิ่งของที่เอามาจากทุกมุมโลก ตั้งแต่ศิลปะอียิปต์ โรมัน มีมัมมี่ มีเครื่องทอง มีของใช้จากทั้งทางฝั่งเอเชียจนถึงแอฟริกา มีเยอะไปหมดเลย คนที่สนใจประวัติศาสตร์ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง

สิ่งของน่าสนใจอย่างแรกคือหิน  Rosetta stone (รูปซ้ายมือ) เป็นหินที่สลักข้อความต่างๆไว้ ประมาณว่าเป็นหลักศิลาจารึก อันแรกๆของโลก หลายพันปีมาแล้ว บอกเรื่องราวต่างๆในอดีตมากมาย และยังคงความสมบูรณ์ในส่วนของตัวอักษรอยู่มาก

อย่างที่สองคือพวกมัมมี่ครับ มีเยอะ หลายตัวเลย มีทั้งที่แกะผ้าออกแล้ว และยังไม่แกะ มีโลง มีอุปกรณ์ต่างๆให้ดูครบเลย และอย่างต่อมาคือ กระโหลกแก้ว ที่เค้าว่าเป็นของทางฝั่ง Mexico แต่นักวิจัยยืนยันแล้วว่าเป็นของทางฝั่งยุโรปครับ เพิ่งรู้นะเนี่ย และอีกอันคือ ตุ๊กตาหิน จากเกาะ Easter (ประเทศชิลี แถบทวีปอเมริกาใต้) ทางพิพิธภัณฑ์ เค้าก็ยังอุตสาห์ไปเอามาได้

จากนั้นเป็นจุดไฮไลท์ที่ผมตั้งใจมาดูเป็นพิเศษ นั่นคือห้องหมายเลข 18 ที่เก็บวัตถุโบราณจาก เขาอะโครโปลิส ที่เอเธนส์ ผมไปที่นั่นมาแล้ว ได้เห็นของจริง ได้รู้จากคนที่นั่น ว่าชาวอังกฤษน่ะมาเอาชิ้นส่วนของวิหาร Pathenon ไป แม้ทางกรีซขอคืน อังกฤษก็ไม่ให้ บอกว่ามันเป็นสมบัติโลก อังกฤษจะดูแลให้ว่างั้น ทำให้ชาวกรีกไม่พอใจอย่างมาก วันนี้ผมได้มาเดินดู ที่ที่เค้าเก็บไว้ ผมเห็นของหลายอย่างแล้วอด หดหู่ไม่ได้ เพราะของที่มันควรจะอยู่ในที่ของมัน ก็ถูกเอามาจากประเทศบ้านเกิด เค้าขอคืนก็ไม่ให้ บางทีก็อดเศร้าแทนไม่ได้

จาก British museum แล้วก็ถือว่าเสร็จการเที่ยวกรุง London เมืองหลวงแห่งอังกฤษแล้ว เรายังมีแผนไปอีกเมืองนึงซึ่งเคยได้ยินแต่ชื่อว่าเป็นเมืองมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงมาก นั่นคือ Cambridge วันรุ่งขึ้นเราจะไปที่ Cambridge กันนะครับ

ภาพสวยๆ จาก London (Museum)

วันพุธ, ธันวาคม 17th, 2014 | Author:

วันที่สองของทริป วันนี้พยากรณ์อากาศว่าจะมีแดด 3 ชั่วโมง ทำไงได้ล่ะเนอะ มาเที่ยวแบบนี้ควบคุมลมฟ้าอากาศไม่ได้อยู่แล้ว ต่อให้ไม่มีแดดและหนาวเหน็บมันก็ต้องไป เหอๆๆ มันคือภารกิจ (จะเว่อร์ไปมั้ยเนี่ย) โปรแกรมของวันนี้จริงๆไม่ได้วางแผนอะไรมากเพราะว่าวันแรก เก็บที่สำคัญๆของ London จะหมดแล้ว วันนี้ก็เลยเริ่มที่ไปดูการเปลี่ยนเวรของทหารที่พระราชวัง Buckingham ซึ่งการเปลี่ยนเวรนี้จะไม่ได้มีทุกวัน ต้องเช็คกับเวบ http://www.changing-the-guard.com/dates-times.html เค้าด้วยนะ ถ้าวันไหนเค้ามี ก็จะเริ่มประมาณ 11 โมง เราเดินทางไปถึง 10 โมงครึ่ง ลงรถ Tube ที่สถานี St James park เดินทะลุสวนออกมาหน่อย แล้วเลี้ยวซ้ายที่ถนนหน้าพระราชวัง ตรงๆๆ ไปเลย หรือจะมองหาอนุสาวรีย์ Victoria ก็ได้ สูงๆ สีทองๆน่ะแหละครับ ไม่มีหลงแน่นอน นักท่องเที่ยว เดินมุ่งตรงไปทางพระราชวังทั้งนั้น เดินเกาะกลุ่มเค้าไปก็ได้

เมื่อเดินมาถึงหน้าพระราชวัง เห็นนักท่องเที่ยวไปจับจองพื้นที่ เกาะรั้วพระราชวังกันจะเต็มแล้ว ไม่นึกว่าหนาวๆ แบบนี้จะมีคนมาดูเยอะขนาดนี้ จำได้ว่าตอนไปดูเปลี่ยนการ์ดที่ปราก หน้าร้อน นักท่องเที่ยวเยอะ ไปก่อน 15 นาที ยังมีที่ให้มุดเข้าไปได้ แต่ที่นี่ มาก่อนครึ่งชั่วโมง เต็มแน่นซะละ เอาไงล่ะทีนี้ ทีมงานเรามี 2 คน (ผมกับคุณภรรยา) ตกลงแยกกันดีกว่า เพราะคุณภรรยาชอบถ่ายวิดีโอ แถมวิดีโอมันซูมได้ไกล เลยได้ไปเกาะรั้วฝั่งตะวันออกไกลๆนู้น ยังพอมีที่บ้าง ใช้เทคนิคว่า เอากล้องวิดีโอใส่ขาตั้ง ตั้งให้นิ่งๆ แล้วซูมเข้าไปเอา ถือว่าใช้ได้เลยแหละครับ ไม่ค่อยสั่น แล้วก็ได้ภาพวิดีโอใกล้ แต่เสียงจะเบาไปหน่อย ส่วนผมเดินไปเดินมารอบบริเวณถ่ายภาพนิ่งมุมอื่นๆ เห็นตอนทหารเค้าเดินเข้ามา ขี่ม้าเข้ามา ก็ดีเหมือนกัน ได้กันคนละมุม

พิธีเปลี่ยนเวรเริ่มต้นประมาณ 11 โมง วงดนตรีเริ่มเดินเข้ามาที่พระราชวัง แล้วไปตั้งแถวกันอยู่ที่ในรั้วลานด้านหน้าพระราชวัง จะตั้งตรงกลางเลย ดังนั้น ถ้าคนไหนยืนอยู่ขอบๆนอกรั้วไปไกลๆ ไม่น่าจะได้เห็น หรือได้ยินแน่ เล่นเพลงไม่ดังเท่าไรเลย จากนั้น ก็จะมีขบวนทหารเดินเท้า ขี่ม้าเข้ามา แล้วก็ทำพิธีเปลี่ยนเวร ประกอบเพลง แต่อย่างที่บอกครับ ถ้าไม่ได้เกาะรั้ว โดยเฉพาะตรงกลางๆ หน้าพระราชวัง รับรองไม่ได้เห็น ไม่ได้ยินอะไรแน่นอน ดังนั้น แนะนำเลยนะครับว่า ถ้าจะไปดูเปลี่ยนเวร ให้ไปเร็วๆ ประมาณ 10 โมงนิดๆได้ยิ่งดี แล้วหาทำเล ตรงรั้ว กลางๆเท่านั้น ไม่งั้นจะไม่ได้เห็นไรเลย แถมช่วงที่ผมไปเป็นหน้าหนาว ทหารเค้าใส่ชุดเป็นของหน้าหนาว ไม่เห็นสีแดงแจ๊ดๆเลย เป็นสีเทา ไม่ค่อยเท่ห์เท่าไร สำหรับผมค่อยข้างผิดหวัง ถ้าเทียบกับที่ปราก หรือแม้แต่ที่กรีซ อันนั้นเครื่องแต่งกายชนะเลิศครับ

หลังจากเสร็จพิธีเปลี่ยนการ์ดที่ผมไม่ค่อยจะได้เห็นอะไร (รอดูในวิดีโอเอา) เราเดินเล่นถ่ายภาพแถวๆหน้าพระราชวัง และอนุสาวรีย์ Victoria กับน้องที่เรียนที่นี่ (นัดเจอกัน) ถ่ายรูปเล่นกันซักพักน่าจะประมาณเที่ยงหน่อยๆ ก็พากันนั่งรถ Tube ไปสถานี Bayswater ไปหาของกินอร่อยๆกันครับ

ทำไมต้องมาที่ Bayswater ก็เพราะมา London ทั้งที ถ้า search ในเนต ถามเรื่องของกินใน London คงหนีไม่พ้นเป็ดโฟร์ ชื่อเต็มๆว่า เป็ดย่าง Four Seasons ณ. London ครับ ซึ่งเป็ดย่างที่ว่านี้ มีหลายสาขา แต่เท่าที่รู้ สาขาแรกจะเป็นที่ Bayswater ซึ่งร้านไม่ใหญ่ ไกลจากตัวเมืองไปนิด แต่ใกล้สถานีรถ Tube มาก เราเลยไปกินกัน

พอมาถึงสถานี Bayswater เดินออกมานิดนึง เลี้ยวซ้ายแล้วเดินประมาณ 30 เมตรเห็นจะได้ จะเห็นร้านเป็ด Four Seasons อยู่ทางขวามือ ติดกันจะเป็นร้านอาหารไทยชื่อ โหระพา กำลังจะเดินเข้าร้าน เห็นป้ายที่หน้าร้าน โหระพา เขียนว่า มากินร้านนี้ก็ได้นะ สั่งเป็ดย่างร้าน Four Seasons มากินในร้านก็ได้ ผมคิดว่าลูกค้าชาวไทยมาแถวนี้ แทบจะไม่ได้เข้าร้านไทยเลย มุ่งหวังมากินเป็ดกันทั้งนั้น ดังนั้น ร้านไทยเค้าเลยเรียกลูกค้าเข้าร้าน โดยให้สั่งเป็ดได้ด้วย แต่อย่างว่านะครับ เป็ดโฟร์ เป็นอะไรที่ขึ้นชื่อมาก สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย ดังนั้น แน่ล่ะ ผมมาถึงแล้วก็ต้องเข้าไปนั่งร้านเป็ดแน่นอน ร้านไทย อาหารไทย กินที่ไหนก็ได้ เหอๆๆ

ผมอ่านในเวบหลายที่ ว่าเค้าสั่งอะไรกันบ้าง ราคาเท่าไร แต่ไม่ค่อยได้คำตอบที่ถูกใจ งั้นผมเอาที่ผมสั่งมาให้ดูละกันครับ เราไปกิน 4 คนสั่ง เป็ดย่างแบบครึ่งตัว ไม่เอากระดูก (ดูจากเมนู http://www.fs-restaurants.co.uk ดูที่เมนู BBQ Dish หมายเลข 156 ครับ อย่าสับสนกับเมนู Aromatic Crispy Duck เมนู 115 นะครับ คนละอันกัน) ราคา £12.5 แล้วก็สั่งหมูกรอบหมูแดงรวมกัน เมนู 164 ราคา £9.5 แล้วก็ผัดผัก หอยชุบแป้งทอด กับผัดก๋วยเตี๋ยวปู ข้าวสวย และชาจีนร้อน ผมว่าเป็ดเค้าอร่อยสมชื่อนะครับ เนื้อนุ่ม หนังกรอบ ซอสไม่หวานมาก กำลังดี อร่อยกว่า MK เพราะเค้าว่าเป็ดต้องเป็นเป็ดแถวนี้ กินน้ำแร่ และพืชผักแถวอังกฤษกับสก็อตแลนด์เท่านั้น แล้วก็ผ่านกรรมวิธีย่างลับเฉพาะ ผมว่าก็อร่อยดีครับ ราคาก็โอเค สำหรับร้านอาหารที่ต่างประเทศ มาถึงก็มาชิมเถอะครับ ไม่งั้นกลับไปคุณจะคุยกับเค้าไม่รู้เรื่องว่าเป็ดรสชาติเป็นยังไง แต่ที่ผมขอคอมเม้นส์หน่อยก็มีนะครับ

หมูกรอบหมูแดง ไม่อร่อยเท่าที่ร้านจีนในกรุงเฮกที่ผมไปกินบ่อยๆ หมูกรอบไม่กรอบเท่าไร หมูแดงแข็งไปนิดและหมูมีกลิ่นเหมือนค้างคืนนาน ส่วนผัดผักกับก๋วยเตี๋ยวก็โอเคอยู่ รู้สึกว่าที่โดดเด่นกว่าที่ผมเคยไปกินมาก็คือเป็ดย่างเท่านั้น และที่สำคัญ อันนี้ต้องเตือนเลยนะครับ พวกเราไปกัน 4 คน สั่งชาร้อน เพราะข้างนอกมันหนาว เค้าก็เอาชามาเสริฟเป็นกา เราก็จิบไปเรื่อยๆ ระหว่างทานอาหาร พอหมดเค้าก็มาเปลี่ยน เอาชาร้อนมาเพิ่มให้อีก (ไม่ถามซักคำ) พอคิดตังค์ ปรากฏว่า ค่าชา ออกมา £4 ทั้งหมด 4 กา รวม £16 โอ้ว เอางี้เลยเหรอ ต้องระวังนะครับ ถ้าเค้าจะเติมอะไรเพิ่มต่างๆ เค้าคิดตังค์นะครับ ผมว่าถ้าผมรู้อย่างนี้ เอาค่าชามาสั่งเป็นเป็ดได้อีกครึ่งตัว อร่อยกว่าเยอะเลยครับ

หลังจากนั่งคุยกันเพลิน และทานเสร็จดูนาฬิกาเกือบบ่าย 3 แล้ว จริงๆมีโปรแกรมต้องไปอีกที่นึงคือไปดูเส้นแบ่งเวลาโลก ที่ Greenwich ซึ่งอยู่ไกลจากร้านออกไปพอสมควร ประมาณเวลาน่าจะซักเกือบชั่วโมงนึง กลัวแสงหมด ไม่รอช้ารีบไปกันดีกว่า ซึ่งต้องนั่ง Tube ไปลงที่สถานี Tower hill แล้วต่อรถ DLR จากสถานี Tower Gateway ไปลงที่ Greenwich ไปถึงก็เริ่มมืดแล้ว แงๆ จะได้ถ่ายรูปมั้ยเนี่ย พวกเรารีบๆ ตรงขึ้นไปที่หอดูดาวของ Greenwich เลย แต่ก็ไม่ทัน มืดมากแล้ว น้องที่ไปด้วยกันเค้าบอกว่า เอาน่ะมาถึงแล้วเข้าไปดู ไปถ่ายรูปกัน เลยจำต้องเข้าทั้งๆที่มืดแล้ว ก็นะ ชาตินี้จะได้มาอีกมั้ยก็ไม่รู้ เข้าไปดีกว่า

เราพยายามถ่ายภาพ ใช้ทั้งขาตั้งกล้อง ทั้งแฟลช อย่างน้อยขอให้ได้ภาพมาบ้าง แต่สุดท้าย ภาพที่มีคนออกมาไม่ค่อยได้ใจเท่าไรเลย ได้แต่ภาพทั่วๆไปกลับมา

สำหรับที่เส้นแบ่งเวลานี้นะครับ เพิ่มเติมความรู้นิดนึง เส้นแบ่งเวลานี้ตั้งอยู่ที่ ตำบล Greenwich ของ London เป็นการกำหนดว่าจะเริ่มนับเวลาที่ 0 นาฬิกาจากที่นี่ หรือเรียกว่าเส้น Prime Meridian ซึ่งทางขวาของเส้นจะมีเวลาเป็น + และทางซ้ายจะมีเวลาเป็น – เช่นที่เมืองไทยเราจะมีเวลาเป็น +7 ตาม Greenwich Mean Time หรือ GMT+7 นั่นเองครับ นักท่องเที่ยวที่มาก็มักจะมายืนข้ามเส้นแบ่งเวลา ตามรูปด้านขวานี้แหละ ประมาณว่าชั้นอยู่ระหว่างกลางของเส้นเวลาโลกนะเนี่ย แต่ในความเป็นจริง เค้าจะไม่เอาเวลาตรงเป๊ะที่เส้นแบ่งเวลาเป็นตัวกำหนดครับ เค้าจะนับเป็นประเทศไป เช่น อังกฤษมีเส้นเวลาอยู่ เค้าก็ไม่ได้นับว่า อังกฤษฝั่งซ้ายเป็น – ขวาเป็น + แต่เค้านับทั้งประเทศอังกฤษเลยว่าเป็น GMT 0 นั่นเอง หรืออย่างเช่นที่ เนเธอร์แลนด์ที่ผมอยู่ห่างจากอังกฤษหน่อยเดียว แต่เวลาจะเป็น GMT+1 ในหน้าหนาว และ GMT+2 ในหน้าร้อนด้วยครับ ส่วนของไทย GMT+7 ตลอด

นอกจากเส้นแบ่งเวลา ยังมีพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับเรื่องเวลาต่างๆ ให้ดู ถ้าชอบก็ดูต่อได้ สำหรับพวกเราเดินผ่านๆ ดูนู่นนี่ไปเรื่อยเท่านั้นเพราะใกล้ถึงเวลาที่เค้าจะปิดให้เข้าชมแล้ว แต่มีอย่างนึงที่คนอื่นอาจจะไม่เห็นถ้ามาที่นี่ เพราะทั่วไปเค้ามักจะมาเที่ยวกลางวันกัน เรามาซะค่ำ เลยได้เห็นเส้นแบ่งเวลาที่เป็นแสงเลเซอร์สีเขียวๆ ที่เค้าจะยิงตรงเข้าไปในเมืองด้วยนะครับ

หลังจากเที่ยวชมเสร็จแล้วก็มืดตึ๊ดตื้อ ไปไหนต่อดี ผมมีแผนแล้วล่ะว่าจะไปถ่ายรูปแลนด์มาร์คของ London ตอนกลางคืนด้วย นั่นคือที่ Bigben และ Tower bridge ว่าแล้วก็นั่งรถย้อนกลับไปที่ Tower bidge ก่อนแล้วก็ถ่ายรูปเล่นกัน ก่อนจะนั่งรถต่อไปที่ Westminster เพื่อถ่ายรูป Bigben และ London eye ที่นี่เจอพวกสร้างความรำคาญด้วยนะครับ

ที่สะพาน Westminster ที่ถ่ายรูป Bigben กับ London eye จะมีกลุ่มคนที่มาหาเงิน โดยแต่งหน้าขาวๆ แต่งชุดเป็นตัวตลก เดินเข้าหานักท่องเที่ยว ขอจับมือ ขอถ่ายรูป บางที เดินเข้ามาข้างแล้วบอกขอถ่ายรูปด้วยหน่อย ถ้าเผลอไปจับมือ หรือถ่ายรูปด้วย จะโดนคิดตังค์ และอาจโดนล้วงกระเป๋าด้วยนะครับ เพราะมีมาเยอะมาก แค่บนสะพานไม่ต่ำกว่า 20 คนได้ ต้องระวัง แต่ถ้าเราไม่สนใจเค้าก็จะเดินไปหานักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นต่อ ตำรวจก็ไม่กวดขันตอนกลางคืนด้วย จากที่สะพาน เราถ่ายรูป London eye แล้วเดินต่อไปด้านหลัง London eye จะได้มุมสวยๆอีกมุมนึงนะครับ แล้วจากนั้นก็แยกย้ายกับน้องๆ กลับโรงแรม นอนพักเอาแรงเที่ยวพิพิธภัณฑ์ต่อในวันต่อไปครับ

ภาพสวยๆ จาก London