Tag-Archive for » ประเทศไทย «

วันจันทร์, กุมภาพันธ์ 15th, 2016 | Author:

ห่างหายไปนานจากการอัพเดต Blog เพราะเหตุผลหลายๆประการ รวมถึงตอนนี้ต้องกลับมาอยู่เมืองไทยแล้ว เสียดายเหมือนกันที่จะไม่ค่อยได้เที่ยวต่างประเทศเหมือนเมื่อก่อน เพราะคงหาเวลาได้ลำบากขึ้น  แต่เอาน่ะ คิดในอีกแง่นึงเมืองไทยเราน่ะมีที่เที่ยวเยอะแยะ ที่หลายๆคนยังไม่รู้จัก หรือยังไม่เคยไป อย่างเช่นทริปใหม่คราวนี้ จะว่าไปถือว่าเป็นทริปแรก หลังจากที่กลับมาเมืองไทยเลยก็ว่าได้

ผมกลับมาเมืองไทยพร้อมน้ำหนักรอบพุง พุ่งทะลุ 86 กิโลกรัม เอ้ย! นี่มันทำลายสถิติที่เคยทำไว้เลยนะเนี่ย ก่อนไปเรียนน้ำหนักสูงสุดอยู่ที่ 82 แต่กลับมา 86 แย่แล้วๆ ทำไงดี วิธีเดียวที่จะลดได้คือการออกกำลังกาย จะให้ไปตีแบดเหมือนเดิมก็น่าจะได้ แต่น้ำหนักขนาดนี้ วิ่งๆ กระโดดๆ คงเข่าพังก่อนผอมเป็นแน่ ดังนั้น ก็ย้อนกลับมาที่กีฬาไม่กระเทือน ต่อเนื่อง และลดน้ำหนักได้เร็ว นั่นคือจักรยาน พอปั่นมาได้ 2-3 เดือน มีปั่นการกุศลที่อำเภอเขาค้อ ปั่น 42 กิโล ขึ้นเขาลงเขา ชื่อรายการ ขี่เสือทะลุหมอก ไอ่เราก็ไม่เคย ก็เลยม่ะ ไปลองดีกว่า

ผมออกเดินทางจากขอนแก่นประมาณ 7 โมงครึ่ง โดยขับรถไปกับคุณพ่อคุณแม่และน้อง ทริปนี้ 4 คน  ประมาณ 2 ชั่วโมงหน่อยๆ ผมเดินทางผ่าน อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว มาถึงสะพานพ่อขุนผาเมือง ซึ่งสะพานพ่อขุนผาเมืองเป็นสะพานที่มีตอม่อสูงมาก สูงจากพื้นล่างตั้ง 50 เมตร และมีรัศมีความโค้งของสะพาน 200 เมตร ถือว่าเป็นสะพานที่สูงใช้ได้เลยแหละ เห็นว่าเป็นสะพานที่มีตอม่อสูงสุดในไทยด้วย แต่ไม่แน่ใจว่าตอนนี้ยังครองสถิติอยู่รึปล่าว

ข้างๆสะพานจะมีศาลาพักรถให้ได้จอดพักชมวิวดูรถดูสะพานกันได้ วิวของสะพานก็สวยดีนะครับ บางครั้งเราไม่ค่อยได้สังเกต สถานที่ที่เราผ่านไปมาในประเทศของเราเอง แต่ถ้า ทำตัว slow life ลงซักนิด พิจารณาสิ่งต่างๆ ก็อาจเห็นอะไรที่น่าสนใจก็ได้ แต่เรื่องของสะพานพ่อขุนผาเมือง ก็เป็นสะพานนึงที่มีเรื่องสะเทือนใจผมอยู่พอสมควร เพราะเคยเกิดอุบัติเหตุมีรถทัวร์ตกลงไป ซึ่งในนั้นมีน้องๆ นักศึกษาที่เพิ่งรับปริญญาจากม.ขอนแก่น จะเอาใบปริญญากลับไปให้พ่อแม่ แต่ก็ไปไม่ถึง มาจบชีวิตที่นี่ ใครผ่านไปผ่านมา ก็กดแตรรถและบอกน้องๆ และผู้ประสบเหตุด้วยนะครับ

ต่อมาเราขับรถ ผ่านอำเภอหล่มสัก มุ่งตรงขึ้นเหนือไปอีก 1 ชั่วโมง ตามเส้นทางหลวงหมายเลข 12 พอถึงทางบนเขา ไม่ไกลจากแยกที่จะไปเพชรบูรณ์ มองข้ามเขาไปจะเห็นวัดที่มีพระใหญ่สีขาวอยู่บนสันเขาครับ ที่นั่นคือวัดผาซ่อนแก้ว ซึ่งเป็นวัดและสถานที่ท่องเที่ยวที่ใครผ่านไป ผ่านมา ที่อำเภอเขาค้อน่าจะต้องได้แวะ

ทางเข้าวัดผาซ่อนแก้วจะอยู่ที่ตำบลแคมป์สน ขึ้นได้ 2 ทาง จะขึ้นทางไหนก็ได้ มันจะวนลงมาอีกทางนึงอยู่ดีครับ จากถนนใหญ่ขึ้นไปวัดก็ประมาณ 2 กิโลกว่าครับ ที่หน้าวัดมีลานจอดรถเยอะแยะ ไม่ต้องห่วงเรื่องที่จอ ซึ่งค่าที่จอดรถจะ 30 บาทต่อคัน พอจอดรถแล้วก็เริ่มเดินชมวัดกันได้แล้วครับ

วัดผาซ่อนแก้ว เดิมนั้นเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม ชื่อว่า″พุทธธรรมสถานผาซ่อนแก้ว” ว่าแต่ชื่อนี้ได้แต่ใดมา เขาเล่าว่า เมื่อก่อนชาวบ้านหลายคนเห็นแสง ลักษณะเป็นดวงไฟ หรือดวงแก้วลอยจากฟ้า แล้วก็มาหายลับไปที่ถ้ำบนเขา ลักษณะเหมือนประหนึ่งถูกนำมาซ่อนที่นี่ ชาวบ้านจึงเรียกว่า ผาซ่อนแก้ว ซึ่งต่อมาปี 2556 ก็ได้ตั้งเป็นวัดและใช้ชื่อสอดคล้องกับชื่อเดิมว่า วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว (ชาวบ้านเชื่อว่าดวงแก้วนั้น คือพระบรมสารีริกธาตุ)

ที่วัดมีพระพุทธรูปที่แปลกไม่เหมือนใครครับ เป็นลักษณะของพระพุทธรูป 5 องค์ซ้อนกัน ซึ่งเรียกกันว่า “พระพุทธเจ้า 5 พระองค์” ตั้งตระหง่าน สีขาว โดดเด่น อีกทั้งในบริเวณวัด ก็มีการประดับประดา ด้วยลูกแก้ว หินสี และเซรามิคต่างๆ สมกับว่าเป็นที่เก็บดวงแก้วในเรื่องเล่าจริงๆครับ นอกจากพระพุทธรูปแล้ว ยังมีเจดีย์ที่ประดับประดาสวยงามแปลกตา และที่ใต้ฐานเจดีย์ก็ยังมีพระธาตุให้ เราชาวพุทธสักการะบูชาด้วยครับ

  

เสร็จจากวัดผาซ่อนแล้ว เราขับรถเลยต่อไปบนเขา ซึ่งถ้ามาถึงช่วงเวลาเที่ยงๆบ่ายๆแบบนี้ ต้องไปหากาแฟเพิ่มพลังกันซักหน่อย มีร้านกาแฟชื่อดังอยู่ 2 ร้านครับ คือ พิโน ลาเต้ (Pino Latte) กับ เดอะหลุย ซึ่งทั้งสองที่มีจุดเด่นต่างกัน คือที่พิโนนั้น จะเห็นวิวเป็นวัดผาซ่อนแก้วชัดเจน ช่วงเช้าๆ พระอาทิตย์ขึ้นจะสวยมาก บริเวณร้านก็สวยน่านั่ง ส่วนที่เดอะหลุย จะมีฟาร์มแกะด้วย ต้องเสียค่าเข้าคนละ 50 บาท (น่าจะเป็นค่าดูแลแกะ) แต่ถ้าเข้าไป 50 บาทนั้น สามารถ นำไปแลกซื้อเครื่องดื่มได้ 30 บาท หรือง่ายๆว่าค่าเข้า 20 บาทนั่นเอง สำหรับผม ผมว่าการต้องเสียค่าเข้าแบบนี้ ผมไม่โอเคอ่ะครับ ถึงแม้ผมไม่รู้นะว่าข้างในจะเป็นยังไง แต่เทียบกับว่า พิโน สวย ถ่ายรูปได้ ไม่เสียตังค์ ใกล้วัดที่เที่ยวมากกว่า ผมว่าผมโอเคกับที่พิโนมากกว่าที่จะต้องไปเสียตังค์อ่ะครับ สรุปผมเลยได้แวะแค่ที่พิโนเท่านั้น ไม่ได้แวะเดอะหลุย ยังไงก็ตาม คนท้องถิ่นผู้ชำนาญการเรื่องของกินเขาค้อยังการันตีว่าเดอะหลุยกาแฟอร่อยกว่านะครับ อิอิ

เอาล่ะ จากวัดและร้านกาแฟแล้ว เราเดินทางต่อไปยังอำเภอเขาค้อจุดหมายของทริปนี้ เพราะผมจะมาปั่นจักรยานที่นั่น ก่อนอื่นเลยเราเข้าที่พักกันก่อน ที่พักของเราคืนนี้คือที่ กุหลาบดอยรีสอร์ท ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากจุดชมวิวอำเภอเขาค้อ ซึ่งเป็นจุดปล่อยตัวของการปั่นจักรยานครั้งนี้ด้วย ที่รีสอร์ทอยากจะบอกเลยว่าดีมาก สะอาด น่ารัก คุณอ้อ คุณลุงคุณป้า และน้องฟ้าใส เจ้าของรีสอร์ท เป็นกันเองมาก ห้องพักดีมาก น้ำอุ่นก็อุ่นเร็ว เพราะเป็นแบบน้ำผสม ซึ่งจำเป็นมากถ้ามาหน้าหนาว ช่วงที่เราไปอุณหภูมิกลางคืนประมาณ 17-18 องศา แต่สำหรับคุณพ่อคุณแม่ผม บอกว่าหนาวแล้ว น้ำอุ่นถึงๆนี่แหละ ปัจจัยสำคัญเลยครับ นอกจากห้องพักแล้ว สถานที่และวิว รวมถึงราคาก็ไม่แพงครับ ช่วงหน้าหนาว หมอกจะมาเยือนถึงหน้าห้องพักเลยครับ แนะนำเลย ถ้าได้ไปเที่ยวเขาค้อ ติดต่อคุณอ้อ พักที่รีสอร์ทได้เลยครับ

พอเราเอาของเก็บแล้ว เราเดินทางไปที่จุดชมวิว อำเภอเขาค้อ และลงทะเบียนรับเสื้อปั่นจักรยาน ซึ่งที่จุดชมวิวนี้จะเป็นไฮไลท์ของอำเภอนี้เลย แต่ก่อนอื่นหลังจากลงทะเบียนแล้ว ผมก็ไปขับรถวนดูเส้นทางและร้านอาหาร ซึ่งจากการแนะนำ อาหารที่นี่ แนะนำร้านอาหารชื่อ ลาบเหนือครับ อาหารอร่อย ไม่แพง แต่เล็งเวลาดีๆหน่อย ร้านนี้คนเยอะ ถ้าไปตอนคนเต็มต้องเผื่อเวลารอนิดนึงครับ หรือจะร้าน ข้าวหม้อดินที่เป็นโดมสีดำๆ แถวๆร้าน Big coffee ร้านนี้ก็ใช้ได้ แต่ถ้าอยากได้อาหารอร่อย (แต่สู้ลาบเหนือไม่ได้) พร้อมสตอเบอรี่ ผลไม้ขึ้นชื่อของเขาค้อที่ราคาไม่แพง แนะนำเลย ร้านครัวโม่งเม่ง ตรงสามแยกถนน 2196 กับ 2325 ครับ บ้านผมไปร้านนี้ ได้กลับมา 5-6 กล่อง ทานบนรถหอมตลบอบอวลเลย

โอเค จนถึงเวลาเย็น เราออกมาชมพระอาทิตย์ตกที่จุดชมวิว ซึ่งจะเป็นวิวของภูเขา และด้านล่างจะเป็นอ่างเก็บน้ำรัตนัย วิวอาทิตย์อัสดงที่นี่สวยไม่แพ้ที่ใดๆในไทยเลยนะครับขอบอก แต่เวลาจะมาชมน่ะครับ ดูเวลาดีๆนะ ช่วง Golden hour ที่พระอาทิตย์จะสวยสุดๆเนี่ยมันจะสั้นมากเลยนะครับ ผมถ่ายรูปได้ไม่กี่รูปเอง พระอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้าไปซะแล้ว

  

หลังจากชมวิวอาทิตย์ตกแล้ว เราไปทานข้าวที่ร้านลาบเหนือแล้วก็เข้าที่พัก นอนพักเอาแรง เพื่อจะปั่นจักรยานตอนเช้า 7 โมงพรุ่งนี้ ไอ่เราก็ไม่เคยเล้ยปั่นขึ้นเขาเนี่ย ครั้งนี้ครั้งแรก ดูภาพแล้วกันนะครับ ว่ามันโหดมันฮาขนาดไหน ไม่อธิบายนะครับ ปั่นเสร็จขับรถกลับขอนแก่น หมดแรง

 

  

 

ภาพสวยๆ จากเขาค้อ

  

 

วันอังคาร, ธันวาคม 30th, 2008 | Author:

[lang_th]

ปีใหม่นี้มีวันหยุดยาวหลายวัน เลยวางโปรแกรมว่าจะไปเที่ยวกับครอบครัวหลายที่ แล้วก็อาจจะมีจากกรุงเทพฯ และหนองคายมาสมทบอีก 2-3 ครอบครัว อุตส่าห์คิดหาที่เที่ยวไว้ว่าจะไปไหนบ้างในช่วงปีใหม่ เอาแบบไม่ไกลจากขอนแก่นนัก พอให้นั่งรถแบบไม่เมื่อยตูด แต่เอาไปเอามา ปรากฎว่า ทั้งทางกรุงเทพฯและทางหนองคายติดภาระกันหมด มาไม่ได้เลย ก็เลยเหลือแค่เราครอบครัวเดียว ก็ไม่เป็นไร ไหนๆก็หยุดยาวหลายวันก็เลยไปเที่ยวซักที่ละกัน เปลี่ยนบรรยาการศชีวิตกันบ้าง วันนี้เลยได้ไปเที่ยวที่เขื่อนจุฬาภรณ์มา

จริงๆเขื่อนจุฬาภรณ์ไม่ใช่ที่เที่ยวที่โด่งดังอะไรมานัก แต่พอดีว่ามันเป็นทางผ่านที่จะไปบ้านที่ อ.น้ำหนาวด้วย ก็เลยแวะไปชมหน่อยละกัน แถมไปกินข้าวเที่ยงที่เขื่อนด้วยก็คงดีไม่น้อย ว่าแล้ว ก็ออกจากบ้านที่ขอนแก่น ประมาณ 10 โมง ผ่านอ.บ้านฝาง, หนองเรือ, ชุมแพ และเข้าอ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ พอมาถึงอำเภอคอนสารแล้วก็เลี้ยวซ้ายตามป้ายว่าไปเขื่อนจุฬาภรณ์ อีกประมาณ 40 กิโล ขึ้นเขาเล็กน้อย ไม่นานก็ถึง ผมไปถึงเขื่อนก็ประมาณ เที่ยงแก่ๆ

[singlepic id=132 w=320 h=240 float=center]

เมื่อถึงเขื่อนเราต้องขับรถข้ามสันเขื่อนเพื่อไปยังศาลาที่พัก เพื่อหาของกินกัน สันเขื่อนไม่ได้ยาวอย่างที่หวังไว้ นึกว่าจะยาวๆ สวยๆ สูงๆ ลมแรงๆ เหมือนในทีวี แต่ผิดคาดไปนิดนึง แต่ก็วิวดีใช้ได้อยู่นะ คิดว่าถ้ามาถึงตอนเช้าๆ หน้าหนาว คงมีหมอกน้ำลอยเลียดผิวน้ำสวยเหมือนกัน บนสันเขื่อนมองไปฝั่งนึงก็เป็นน้ำที่ถูกกักเก็บไว้ขนาบข้างด้วยภูเขา  อีกข้างนึงของสันเขื่อนก็เป็นประตูระบายน้ำ สูงไม่ใช่เล่นเลย แต่ว่าวันที่ไปเนี่ยเค้าไม่ได้ปล่อยน้ำออก เลยได้แค่วิวด้านหลังมา

[singlepic id=133 w=320 h=240 float=center]

พอผ่านสันเขื่อนไป ก็จะถึงศาลาที่นักท่องเที่ยวมาพักผ่อนกัน ข้างๆศาลาก็จะมีสวนที่ทางเขื่อนเค้าปลูกต้นไม้ใหญ่ไว้ ร่มรื่นเหมาะที่จะเอาสื่อเอาสาดไปนอนเล่นบรรยากาศกินข้าวป่าได้สบายๆ ผมว่าช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะได้ดูวิวสวยๆของน้ำในเขื่อนและภูเขาน่าจะไปตอนเช้าๆที่แดดยังไม่แรง หรือไม่ก็ตอนเย็นที่พระอาทิตย์จะลับขอบฟ้าแล้วจะสวยกว่าที่ผมไปตอนนี้ เพราะผมไปถึงก็ล่อไปซะเที่ยง กว่าจะกินข้าวเสร็จไปเดินดูวิว ปาเข้าไปบ่ายโมงกว่า แดดแรงและแข็งมากๆ แต่ยังดีหน่อยที่ติดฟิลเตอร์ PL ไปด้วย เลยได้ภาพที่มันแสงไม่แข็งนักมาให้ดูกัน

[singlepic id=121 w=320 h=240 float=center]

[singlepic id=122 w=320 h=240 float=center]

เดินดูวิวและถ่ายรูปได้ซักพักก็หมดแล้ว ผมว่ามันเล็กไปหน่อย ดูแล้วถ้าเทียบบรรยากาศและความสวยงามผมว่าสวยกว่าเขื่อนอุบลรัตน์ ของขอนแก่นอยู่นะ แต่ว่าเรื่องการขายอาหาร กับจำนวนคนไปเที่ยวสู้อุบลรัตน์ไม่ได้เลย หลังจากไม่รู้จะไปถ่ายรูปอยู่มุมไหนแล้วก็นั่งเล่นกับครอบครัวซักพักพอให้ส้มตำ ปลาทอด และผัดผักย่อยแล้ว ก็ถึงเวลาต้องเดินทางต่อไปยังเป้าหมายของเรา คือบ้านสวนศรีพฤกษา ที่น้ำหนาว ขากลับก็แว้บๆมีจุดชมวิวและต้นหม่อนยักษ์ให้ดูด้วย(ต้นหม่อนปกติต้นเล็กๆ ไม่นานก็ตาย แต่ต้นนี้โตเป็นไม้ใหญ่เลย) เดี๋ยวไปถึงสวนแล้วคงได้เตรียมตัวฉลองปีใหม่ และ countdown สนุกแน่เลย ไว้ค่อยมาเขียนให้อ่านใหม่นะ

[singlepic id=134 w=320 h=240 float=center]

[singlepic id=135 w=320 h=240 float=center]

[/lang_th]

วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 23rd, 2008 | Author:

หลังจากที่ป่วยมา 1 สัปดาห์เต็ม รวมทั้งอาการเครียดๆจากการเรียนภาษาอังกฤษ เริ่มทนไม่ไหวแล้ว ต้องออกไปเปิดหูเปิดตาบ้าง เพราะตั้งแต่มาอยู่กรุงเทพฯเนี่ย ยังไม่ได้ไปไหนเลยนอกจากงานคอมมาร์ท แต่งานคอมมาร์ทก็ไปแป๊บเดียว ไปตอนป่วยด้วยก็เลยไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่

วันนี้เลยได้โอกาส หาที่เที่ยว คิดได้อย่างนั้นจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา โทรหาเพื่อนเก่า(เพื่อนแก่)ที่คบกันมากว่า 20 ปี แต่เจอกันแค่ 4 ครั้ง มาพาไปเที่ยวที ด้วยความที่ไม่ค่อยได้เจอกัน ไม่มีคำปฏิเสธใดๆ พร้อมพาเที่ยวเสมอ เหอๆๆ จึงได้เวลานัดกัน 11 โมงครึ่งที่ ปั๊มน้ำมัน ปตท. แถว BTS อนุสาวรย์ฯ แต่กว่าจะได้เจอกันปาเข้าไป เกือบบ่ายโมง อันเนื่องมาจากรถติดนั่นเอง

หลังจากได้นั่งหิว หิ้วท้องรอมากว่าชั่วโมง เราก็ออกเดินทางมุ่งตรงข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไป จนไปถึงตลาดน้ำตลิ่งชัน ตั้งอยู่ใกล้ๆ สำนักงานเขตตลิ่งชั่น กรุงเทพฯ ซึ่งตลาดน้ำตลิ่งชันเป็นตลาดน้ำที่ถือว่าใกล้ ตัวเมืองที่สุดแล้วมั้งครับ ยังมีวิถีชีวิตริมฝั่งคลองให้เห็นอยู่ ไม่คิดว่าจะยังมีให้เห็นอยู่ใกล้ๆตัวเมืองขนาดนี้

จากข้อมูลที่สอบถามมา เห็นว่าตลาดน้ำนี้เปิดเฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์เท่านั้น ลักษณะจะเป็นทางเดินจากที่จอดรถไปยังแพริมน้ำ ระหว่างทางเดินเป็นที่ขายของ สำหรับพ่อค้าแม่ค้า มีขนมโบราณหลายอย่างที่ไม่ค่อยเห็นแล้ว อย่างเช่นมีร้านขายไอติมหลอด ขนมกุ๊ยช่ายทอด และอื่นๆ

วันนี้เป็นวันเสาร์ มีนักท่องเที่ยว ทั้งไทยและต่างชาติมากันมากพอสมควร ผมว่าเป็นที่ที่น่ามาเที่ยว เปลี่ยนบรรยากาศการเที่ยวห้างจนเบื่อกันแล้ว ออกมาเจอธรรมชาติบ้างก็ไม่เลว

เดินมาสุดทางของร้านขายของจะเป็นแพริมน้ำที่เต็มไปด้วนโต๊ะเล๊กๆ สำหรับนั่งทานข้าว บรรยากาศของคำว่าตลาดน้ำมีให้เห็นที่ส่วนนี้ เพราะแพริมน้ำนี้จะมีเรือขายอาหารของ พ่อค้าและแม่ค้าจอดขนาบอยู่ มีอาหารหลายอย่าง น่ากินทั้งนั้น วันที่ผมไปนั้นไปกัน 2 คนที่ต่างก็หิวกันแล้ว ไม่พูดพล่ามทำเพลง ได้โต๊ะนั่งปุ๊บสั่งอาหารทันที  เมนูที่สั่งวันนี้คือ ปลาเผา กุ้งเผา ยำสามกรอบ และหมูสเต๊ะ เห็นรูปแล้วน่าทานมั้ยล่ะครับ

ด้วยความหิวต่างคนต่างกิน กินไปคุยไปโขมงโฉงเฉง พร้อมทั้งดูเรือท่องเที่ยว พานักท่องเที่ยววิ่งผ่าน ผมไม่แปลกใจเลยที่กินข้าวกินเหล้าบนเรือแล้วเมาเร็ว เพราะเรื่อผ่านมาที แพงี้โยกเยกๆ ขึ้นลงๆ ทำเอาอาหารแทบออกปากคืนออกมา แต่ว่าเป็นการกินที่ไม่ค่อยได้สัมผัสนะ ได้อารมณ์สนุกไปอีกแบบ

หลังจากนั่งกินข้าวกันอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า ก็อิ่มแปล้ จ่ายตังค์เรียบร้อย เดินกลับออกมาทางเดิมไม่วายยังต้องหาผลไม้ มาตบท้ายอีก วันนี้ได้มะมวงร่องอก เอ้ย มะม่วงอกร่อง มาด้วย

เมื่อกินข้าวเที่ยงแล้ว แน่นอนขาดไม่ได้คือกาแฟช่วยย่อย เราขับรถออกมาจากตลาดน้ำตรงซอยวัดไก่เตี๊ย จะมีร้านกาแฟบรรยากาศดีอยู่ร้านนึง ถ้าจำไม่ผิดจะชื่อร้าน gallery coffee แวะชิมซะหน่อยเห็นบรรยากาศน่านั่งดี วันนี้ผมไม่ค่อยสบายยังไอค๊อกแค๊กอยู่ เลยสั่งกาแฟร้อน คาปูชิโน่มาแก้อาการะคายคอ หอมกรุ่น แต่รสชาติจืดไปนิดสำหรับผม แล้วก็นั่งคุยกินบรรยากาศอยู่ซักพักก็ต้องไปละ ออกรถไปอพาร์ทเม้นของพี่หน่าต่อ เตรียมตัวกินเย็นต่อไป แต่ว่าช่วงเย็นเราไปกินกันที่ร้าน ถึงพริกถึงขิงที่่ ถนนพระราม 5 มีเมนูเด็ดคือ ขาหมูทอด เพิ่มความอ้วน หุๆๆ คืนนี้กินเยอะ แต่ไม่ได้ถ่ายรูปเลย ไม่เป็นไรผมกินเผื่อแล้วนะครับ อาหย่อย

ขอบคุณพี่หน่าและออยมาก เป็นเพื่อนที่ดีเสมอเวลาไม่มีที่ไป ไว้คราวหน้าจะไปกินด้วยกันอีกนะ