Tag-Archive for » อังกฤษ «

วันพุธ, ธันวาคม 17th, 2014 | Author:

วันสุดท้ายของทริปอังกฤษแล้ว ดูเหมือนแป๊บๆเอง แต่นี่ก็วันที่ 4 แล้ว จริงๆแล้วจะว่าไปอังกฤษ โดยเฉพาะ London ก็ไม่มีอะไรมากนะ ใช้เวลาแค่ 2-3 วันแค่นี้ก็พอ ถ้ามีเวลาเหลือก็ออกมาเมืองรอบข้างได้ เช่น ออกไปดู Stonehenge แล้วเลยต่อไปที่เมือง Bath ดูบ่ออาบน้ำโรมัน หรือ แม้แต่ไปเมืองมหาลัยอย่าง Oxford หรือ Cambridge ตอนแรกวางแผนจะไป Bath ด้วย แต่ดูจากอากาศแล้ว ฝนตก หนาว มืดเร็ว เลยเปลี่ยนใจไม่ไปดีกว่า ไว้ถ้ามีโอกาสคงได้ไปคราวหน้า วันนี้เลยออกไปเที่ยวที่ Cambridge แทน แต่ก็อย่างที่บอกครับ ครึ้มทั้งวัน หาแสงแดด แทบไม่เจอเลย

เรานั่งรถจากโรงแรมมาที่สถานี King’s cross หรือ King’s X แล้วนั่งรถไฟออกนอกเมืองไปที่เมือง Cambridge ซึ่งเมืองนี้ได้ยินชื่อมานานตั้งแต่เริ่มเรียนภาษาอังกฤษ ก่อนจะมาเรียนต่อที่นี่ แล้วเคยได้ยินโฆษณาในทีวี แว่วๆ ชื่อ คิงส์ คอลเลจ อะไรทำนองนั้น พอมาเที่ยวและลองหาข้อมูลดูเพิ่งรู้ว่าอ่อ อยู่ที่แถวๆนี้เอง ลองไปเที่ยวดูดีกว่า และยิ่งพอได้อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานที่ต่างๆในเมือง ยิ่งทำให้เมืองมีความน่าสนใจขึ้น ลองมาดูกันครับว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง

เริ่มจากลงรถไฟที่สถานีรถไฟ Cambridge จากแผนที่เดินเข้าเมืองระยะทางประมาณ 2 ไมล์ โห ไกลนะน่ะ แต่เราก็เดินเอา เพราะประหยัดค่ารถ มาคิดๆดูอีกที นั่งบัสไปน่าจะดีกว่า แค่เดินเข้าถึงตัวเมืองเล่นเอาเหนื่อยเลย และแถมเรามาถึงก็ประมาณเกือบเที่ยงใช้เวลาเดินอีก ทำให้เสียเวลาเข้าไปอีก กลัวมืดก่อนจริงๆ

เมื่อเดินตามแผนที่เข้าเมืองมาเรื่อยๆ จุดแรกที่จะเจอคือ พิพิธภัณฑ์ Fitzwilliam ก่อนเข้าตัวเมือง เหมือนเดิมครับ พิพิธภัณฑ์เข้าฟรี มีของให้ดูเหมือนกัน ทั้งจานชาม มัมมี่ ภาพวาด และอื่นๆอีกหลายอย่าง ถ้ามีเวลาหลังจากเที่ยวในตัวเมืองเสร็จแล้ว เข้าไปชมหน่อยก็ดีนะครับ แต่ของผม ผมเข้าก่อน เข้าเมือง และใช้เวลาเดินนานไปหน่อย ยิ่งทำให้ช้าลงไปอีก (คำว่าช้านี่หมายถึง มันจะค่ำแล้วอ่ะครับ  แค่บ่ายหนึ่ง บ่ายสอง แสงไม่มีแล้ว) ดังนั้นควรเที่ยวอื่นๆให้เสร็จก่อนแล้วค่อยมาเข้า museum นะครับ

ถัดจาก Fitzwilliam museum เราเดินต่อมาเรื่อยๆ ตามถนนใหญ่ที่ตัดกับซอยชื่อว่า Mill lane ซึ่งถ้าเลี้ยวเข้าซอยไปจะเจอจุดท่องเที่ยวจุดแรกของเมืองครับ มันจะมีจุดจอดเรือถ่อ ที่ชื่อว่า Punting  ในช่วงหน้าร้อน หรือวันอากาศดีๆ การเที่ยวเมือง Cambridge ด้วยเรือถ่อที่มีโชเฟอร์เรืออยู่ข้างหลังเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมมากครับ เพราะจะได้ล่องไปตามแม่น้ำ เคม (Cam) และดูสะพาน (Bridge) ครบเลยว่ามา Cambridge เรือถ่อนี้มีทั้งที่เป็นของคนนอก และเป็นนักเรียน Cambridge มาให้บริการ ตกค่าใช้จ่ายประมาณคนละ £10-12 แต่ถ้าเราบอกว่าเป็นนักเรียน แสดงบัตร อาจได้ส่วนลดนิดหน่อย วันที่เราไป อากาศเย็น ไม่ค่อยมีคนใช้บริการ ดังนั้นจะเห็นเรือจอดเพียบ ถ้าวันอากาศดี เรือพวกนี้จะออกให้บริการกันอย่างคับคั่งเลยครับ

จากจุดจอดเรือ Punting เดินต่อไปเรื่อยตามซอกซอย ดูบ้าน ดูอาคารต่างๆของเมืองจนมาถึงเขตของ College แรกคือ Queen’s college ตรงแม่น้ำจะมีจุดท่องเที่ยวอีกจุดคือ สะพาน Mathematical bridge หรือชื่อจริงคือ Wooden bridge เจ้าสะพานนี้เป็นจุดท่องเที่ยวได้ไง มันก็แค่สะพานไม้ มันเป็นจุดเที่ยวเพราะเรื่องราวของมัน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีคนเล่าว่า สะพานนี้สร้างขึ้นโดย เซอร์ ไอแซค นิวตัน ซึ่งเป็นศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัย Cambridge โดยท่านเซอร์ ใช้หลักการของสมการทางคณิตศาสตร์สร้างและวางไม้พาดต่อกันเพื่อรับน้ำหนัก โดยไม่ต้องมีน๊อตอะไรยึดซักตัว หลังจากนั้น เด็กนักเรียน Cambridge รุ่นหลัง อยากลองว่าทำได้ยังไง เลยรื้อสะพานออก แล้วลองต่อกลับเข้าไปใหม่แบบไม่ใช้น๊อต แต่ปรากฏว่าทำไม่ได้ เลยจำเป็นต้องเอาน๊อตมายึดไว้จนเห็นมาถึงปัจจุบัน

แต่ในความเป็นจริง เรื่องเล่านั้นเป็นแค่เรื่องแต่งขึ้นเท่านั้น สะพานนี้สร้างหลังจากท่านเซอร์เสียชีวิตไปแล้วตั้ง 22 ปี ท่านจะฟื้นมาสร้างคงไม่ใช่ การสร้างสะพานนี้ออกแบบโดย William Etheridge ซึ่งออกแบบให้มีน๊อตอะไรต่างๆ ตั้งแต่ต้น แต่ว่าขันน๊อตจากด้านนอก ทำให้ถ้ามองจากในสะพานจะไม่เห็น ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับท่านเซอร์เลยครับ แค่แต่งขึ้นมาให้เป็นจุดขายเฉยๆ

เมื่อถ่ายรูปกับสะพานแล้วเดินตามถนนหลักของเมืองไปเรื่อยๆ จาก Queen’s college ไปถึง King’s college อ่อ ลืมบอกไป มหาวิทยาลัย Cambridge นี้แบ่งออกเป็นหลาย College มากครับ ที่ดังๆคุ้นๆ ก็จะมี King’s College และ Trinity College ทำนองนี้ครับ ก่อนถึง King’s College จะมีซอยเลี้ยวขวาอยู่ซอยนึง มองไปจะเห็นผับ ชื่อว่า The Eagle pub ซึ่งผับนี้ก็เป็นอีกหนึ่งจุดขายของที่นี่ เพราะอะไรจะเล่าให้ฟัง

สมัยก่อนผับนี้เป็นที่สังสรรค์ของทหารช่วงสงคราม เวลามีกินเหล้า หรือเฮฮา เค้าก็จะมาจารึกชื่อ ที่เพดานร้าน ทั้งคนที่ไปรบ ตายไม่ตายไม่รู้ แต่ชื่อเยอะแยะเต็มไปหมด ถ้าเข้าไปนั่งกินในร้านอาจพบเจอเจ้าของชื่อเหล่านั้นได้ อันนี้เรื่องนึง ส่วนอีกเรื่องคือว่า เมื่อก่อน นักเรียนของ Cambrige เวลาเที่ยงๆบ่ายๆ เค้าจะมาหาอะไรกินกันที่นี่ มีนักเรียนคนนึงชื่อ Francis Crick ก็มานั่งกินข้าวเที่ยง กินๆอยู่เกิดบรรลุ คิดเรื่องโครงสร้างทางเคมีของ DNA ได้ซะงั้น จนในเวลาต่อมาเค้าก็ได้รับรางวัลโนเบลอีกด้วย ร้านนี้จึงเป็นเหมือนต้นกำเนิดของ DNA เลยว่างั้นเถอะ เหอๆๆ ทางร้านเค้าเลยคิดสูตรเหล้าใหม่ขึ้นมาเพื่อกาลนี้โดยเฉพาะ ใช้ชื่อว่า Eagle’s DNA คอทองแดงทั้งหลาย อย่าลืมแวะไปลองหน่อยนะครับว่าเป็นยังไง ส่วนผมขอผ่าน กินแอลกอฮอล์ไม่ค่อยจะเป็นครับ

เอาล่ะ หลังจากผับแล้วเดินต่อไปที่ King’s College ที่นี่โดดเด่น และโด่งดังในเรื่องของ Chapel หรือห้องประชุม ประจำ College ซึ่งถ้าคุณ search ในอากู๋ คำว่า Cambridge ผมว่ารูปแรกที่โผล่มาน่าจะเป็นรูปของ Chapel ของ King’s College แน่ๆ แล้ว Chapel ที่ว่านี้ ทำไมโดดเด่น ก็เพราะ เป็นอาคารสิ่งปลูกสร้างแบบศิลปะ โกธิค ที่มีลักษณะเด่นคือ ด้านใน ตรงที่รับน้ำหนักของหลังคา จะมีโครงสร้างที่เรียกว่า Fan vault ซึ่งถือเป็น ลักษณะเด่นของศิลปะนี้ เจ้า Fan vault ของ King’s College Chapel นี่แหละใหญ่ที่สุดในโลกเลยนะจะบอกให้ น่าเสียดายมาก วันที่ผมไปเค้าปิด ไม่ให้เข้า เพราะมีงานของวิทยาลัย คนนอกไม่ให้เข้า น่าเสียดายไม่ได้มีภาพมาให้ดูลอง search คำว่า cambridge fan vault ดูนะครับ

ถึงแม้ไม่ได้เข้าไปดูก็ไม่เป็นไร ถ่ายภาพด้านนอก Chapel ตรงสนามหญ้าเขียวก็สวยเหมือนกันครับ ใครไปใครมา ต้องมาถ่ายภาพมุมนี้นะไม่งั้นมาไม่ถึง Cambridge

เดินไปเดินมารอบๆ King’s College แล้วเราก็เดินต่อมาที่ Trinity College ซึ่งอยู่ติดกันนั่นแหละครับ ที่ Trinity ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ ของเรื่องเล่า และเป็นที่ศึกษาของคนดังอย่างท่านเซอร์ ไอแซค นิวตัน ถ้าเป็นคนไทยศิษย์เก่าก็คือท่านอานันท์ ปัญญารชุน

ส่วนเรื่องเล่าของ Trinity College ก็คือ เจ้าต้นไม้ ไม่มีใบ (ตอนนี้หน้าหนาว ใบร่วงหมด) ที่หน้าทางเข้า College นี่แหละครับ มันคือต้น Apple ที่มีเรื่องเล่าว่า ท่านเซอร์ไอแซค นั่งใต้ต้น Apple แล้ว ลูกมันหล่นใส่หัว จึงคิดเรื่องแรงโน้มถ่วงของโลกได้ โอ้ จริงหรือนี่ !! คำตอบคือไม่จริงครับ

จากที่อ่านมาจาก wiki ถูกผิดยังไงไม่ทราบนะครับ ต้นที่ผลมันหล่นใส่ท่านเซอร์น่ะ ไม่ได้อยู่ที่ College แต่อยู่ที่บ้านของท่านที่เมือง Woolsthorpe Manor นู่น ต้นนี้เอาเม็ดจากต้นจริงมาปลูกเฉยๆ

และจาก Trinity College เดินต่อไปจะเป็น St John’s College ที่เค้ามีสะพานสวยอีกหนึ่งสะพานชื่อ Bridge of Sighs แต่การจะเข้าไปดูต้องเข้าวิทยาลัย และวันนี้เค้ามีงานกันทุกวิทยาลัยเลย จึงไม่อนุญาติให้เข้าฟรี ต้องจ่ายตังค์เข้า อดเลย เราเลยไม่ได้เห็นของจริง เห็นแต่รูปในเนตเอาละกันครับ

เราเดินมาจนสุดแล้ว และเริ่มมืดแล้ว หนาวและลมแรง จึงปิดท้ายทริปนี้ด้วยอาหารร้านจีนที่หลัง St John’s College เป็นก๋วยเตี๋ยวต้มยำทะเล กับข้าวหมูกรอบ ราคาประมาณอย่างละ £8 พอใช้ได้ครับ อิ่มเลย แล้วจากนั้นเราก็เดินทางกลับ London เป็นอันสิ้นสุดทริปประเทศอังกฤษแล้วครับ ขอบคุณที่ตามอ่านนะครับ เจอกันใหม่ทริปหน้า บ๊าย บาย

ภาพสวยๆ จาก Cambridge

วันพุธ, ธันวาคม 17th, 2014 | Author:

เที่ยว London อีกวันแต่ว่าวันนี้พยากรณ์อากาศว่าฝนจะตกทั้งวัน และอุณหภูมิประมาณ 5 องศา ผมว่าไม่ดีแน่ถ้าจะออกไปเดินถ่ายรูปด้านนอกตามสถานที่ต่างๆ ดังนั้น แผนการวันนี้คือไปเดินเล่นในอาคารกัน ไม่มีที่ไหนดีไปกว่าเดินในพิพิธภัณฑ์ แล้วแถมวันนี้เป็นวันศุกร์ ที่ British museum ปิดค่ำด้วย ประมาณ 3 ทุ่มดังนั้น วันนี้ขอนำเสนอพิพิธภัณฑ์ใน London ล้วนๆนะครับ

ว่าแต่ทำไมต้องไปเดินพิพิธภัณฑ์ มันดียังไง ข้อดีของพิพิธภัณฑ์ที่ London นี่ดีสุดคือ เข้าฟรี ครับ เหมือนเค้าส่งเสริมให้คนของเค้า โดยเฉพาะเด็กๆ เข้าไปหาความรู้จากพิพิธภัณ์ เริ่มต้นที่ Natural History Museum หรือ พิพิธภัณฑ์ ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ นั่งรถไปลงที่สถานี South Kensington เดินออกมาก็ถึงเลย ด้านหน้ามีลาน Ice skate ให้เด็กๆเล่นด้วย แต่ก็ต้องเสียตังค์ค่าเล่น เราเคยเล่นมาละ เลยผ่านไปยังตัวพิพิธภัณฑ์เลย

ในการเข้าที่พิพิธภัณฑ์นี้ มีทางเข้าหลายทางนะครับ คือทางหน้า และทางด้านข้าง หลายคนคิดว่ามีทางเข้าทางเดียว มายืนต่อคิวเข้ากันยาว เพราะเค้าต้องเช็คกระเป๋าก่อนเข้า เราดูคิวแล้วเลยคิดว่ามันยาว เดินไปที่ พิพิธภัณฑ์ Science museum ก่อนดีกว่าอยู่ติดๆกัน ที่ไหนได้พอเดินมาทางด้านข้างที่จะไป Science museum มีทางเข้าอีกทางนึง ไม่มีคนซักคน เดินเข้าได้เลยทันที ไม่ต้องไปต่อคิวเลย เอ่อ ดีจัง ดังนั้นแนะนำสำหรับคนที่จะมาเที่ยว ถ้าคนต่อคิวด้านหน้าเยอะ ลองเดินมาด้านข้างนะครับ เข้าได้เหมือนกัน ไม่ต้องรอคิวด้วย

ที่พิพิธภัณฑ์ Natural History นี้ชื่อก็บอกแล้วว่าเป็นพวกประวัติศาสตร์ และธรรมชาติ ผมว่าดีมากๆ สำหรับคนที่มาเที่ยวกับเด็ก ผมไม่แปลกใจเลยที่เวลาเราเรียนหนังสือภาษาอังกฤษ มักเจอคำถามว่า เคยไป museum มั้ย ชอบอะไรใน museum บ้าง เด็กไทยแทบตอบกันไม่ได้เพราะเมืองไทยเราไม่มี museum ดีๆให้ดูเท่าไร และไม่รู้จะมีอะไรข้างในบ้าง แต่ที่นี่ มีของให้ดูเยอะมากครับ ตั้งแต่ยุคไดโนเสาร์ ที่มีทั้งโครงกระดูก ทั้งตัวที่เคลื่อนไหวได้ มีวิดีโอ มีอะไรให้ดูน่าตื่นตาตื่นใจมาก ถ้าเป็นเด็กๆมาเดิน และมีคนอธิบายให้ความรู้ รับรอง ได้ความรู้กลับไปไม่มีเบื่อเลยล่ะครับ ดังนั้นถ้าพาลูกมาเที่ยว London แนะนำให้เข้ามาชมพิพิธภัณฑ์นี้ด้วยนะครับ

ในตัว Natural History แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ซ้าย ขวา ซ้ายเป็นพวกสัตว์ ตั้งแต่โบราณ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์ บก นำ้ เลื้อยคลาน หรือ บินได้มีหมด ส่วนทางปีกขวา เป็นพวกพืช แร่ โลก และสิ่งไม่มีชีวิตอื่นๆ มีพวกสัตว์สต๊าฟ และคำอธิบายให้ดู นี่แหละ เด็กฝรั่งเค้าเลยมีพื้นฐานความรู้มากมายตั้งแต่เด็ก และวันที่ผมไปนั้นมีพ่อแม่ และโรงเรียนพาเด็กๆมาเยอะมากเลย ดูเหมือนเป็นการศึกษานอกห้องเรียนอย่างแท้จริง โรงเรียนไทยอยากให้มีอย่างนี้บ้างจัง

 เราเดินดูทุกห้องเลย ว่าง่ายๆ เดินจนขาลากอะครับ จินตนาการว่า ถ้ามีลูกและได้มาที่ London อีกครั้ง จะพาลูกมาเดินที่นี่แน่นอน แล้วจากนั้น เราก็ออกไปต่อที่อีกพิพิธภัณฑ์คือ Science museum ซึ่ง ตอนนั้นผมคาดหวังที่นี่ไว้สูง ว่าน่าจะมีอะไรที่เป็นเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ หรือของเล่นอะไรให้ดูตื่นตา แต่กลับไม่เป็นอย่างนั้น ที่ Science museum มีของให้ดูน้อยมากๆๆ แต่เน้นเป็นการโชว์ หรือโรงหนังที่ฉายพวกที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ เช่น อวกาศ หรือโลกใต้ทะเล ทำนองนั้น เป็นโรงหนังระดับ IMAX แต่ก็นะ จะดูต้องจ่ายตังค์ ต่อคน ตั้ง  £20 ได้ โอ้ แพงเกินไปครับ ผมเลยไม่ได้ดูอะไรเท่าไรเลย เราใช้เวลาที่นี่แค่ชั่วโมงเดียวเองมั้ง เพราะเดินได้แค่ 1 ชั้นเท่านั้น

ดูนาฬิกาแล้วเป็นเวลาบ่าย ลืมไปเลยว่ายังไม่ได้กินข้าว ไปหาอะไรกินดีกว่า ซึ่งจากแถวพิพิธภัณฑ์นี้ไม่มีร้านอาหารที่เราเล็งไว้ มีแต่ที่แถว China town ดังนั้น เราเลยนั่งรถต่อไปลงที่ Leicester square แล้วเดินออกมาทางร้าน m&m ซึ่งน้องที่เรียนที่นี่เค้าบอกว่า มีร้านญี่ปุ่นอยู่ร้านนึงชื่อ Misato ร้านเล็ก หายใจแรงไม่ได้ เดี๋ยวร้านจะหายไป เหอๆๆ มันก็คงอย่างนั้นครับ เดินผ่านไม่ทันมอง สามารถเดินเลยร้านไปได้ง่ายๆ เพราะร้านเล็กนิดเดียว ร้านนี้มีดีตรงที่ราคาอาหารไม่แพง ประมาณ £5-6 แต่ได้อาหารจานโต รสชาติใช้ได้ และพนักงานทั้งร้านเป็นคนไทยครับ คุยกันง่ายเลยแหละ ใครสนใจเชิญได้นะครับ ห่างจากร้าน Four seasons ของ China town แค่ 5-6 ห้องเท่านั้นครับ

หลังจากอิ่มท้องด้วยอาหารญี่ปุ่นจานโตแล้ว ต่อไปเราจะไปต่อที่ British museum เพราะเป็นพิพิธภัณฑ์ใหญ่และเปิดถึงค่ำวันนี้ ต้องเดินนานแน่นอนที่นั่น เราใช้วิธีเดินจากแถว China town ไปยัง British museum ประมาณ  3 แยกไฟแดง (ไกลอยู่นะ) แต่ก็เร็วกว่านั่งบัส เพราะรถติดม๊าก ไปถึงหน้าพิพิธภัณฑ์ ยังกะเค้าไม่เปิด เล่นปิดไฟซะมืดเลย ใจหล่นไปตาตุ่ม ว่ามาเสียเที่ยวมั้ยเนี่ย แต่จริงๆ เค้าเปิดครับ แค่ประหยัดไฟเฉยๆ

ที่ British museum นั้นแตกต่างจาก Natural History museum ครับ เพราะที่นี่ไม่มีเด็กเลย มีแต่ผู้ใหญ่ เพราะที่นี่มีแต่เรื่องราวของสิ่งของที่เอามาจากทุกมุมโลก ตั้งแต่ศิลปะอียิปต์ โรมัน มีมัมมี่ มีเครื่องทอง มีของใช้จากทั้งทางฝั่งเอเชียจนถึงแอฟริกา มีเยอะไปหมดเลย คนที่สนใจประวัติศาสตร์ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง

สิ่งของน่าสนใจอย่างแรกคือหิน  Rosetta stone (รูปซ้ายมือ) เป็นหินที่สลักข้อความต่างๆไว้ ประมาณว่าเป็นหลักศิลาจารึก อันแรกๆของโลก หลายพันปีมาแล้ว บอกเรื่องราวต่างๆในอดีตมากมาย และยังคงความสมบูรณ์ในส่วนของตัวอักษรอยู่มาก

อย่างที่สองคือพวกมัมมี่ครับ มีเยอะ หลายตัวเลย มีทั้งที่แกะผ้าออกแล้ว และยังไม่แกะ มีโลง มีอุปกรณ์ต่างๆให้ดูครบเลย และอย่างต่อมาคือ กระโหลกแก้ว ที่เค้าว่าเป็นของทางฝั่ง Mexico แต่นักวิจัยยืนยันแล้วว่าเป็นของทางฝั่งยุโรปครับ เพิ่งรู้นะเนี่ย และอีกอันคือ ตุ๊กตาหิน จากเกาะ Easter (ประเทศชิลี แถบทวีปอเมริกาใต้) ทางพิพิธภัณฑ์ เค้าก็ยังอุตสาห์ไปเอามาได้

จากนั้นเป็นจุดไฮไลท์ที่ผมตั้งใจมาดูเป็นพิเศษ นั่นคือห้องหมายเลข 18 ที่เก็บวัตถุโบราณจาก เขาอะโครโปลิส ที่เอเธนส์ ผมไปที่นั่นมาแล้ว ได้เห็นของจริง ได้รู้จากคนที่นั่น ว่าชาวอังกฤษน่ะมาเอาชิ้นส่วนของวิหาร Pathenon ไป แม้ทางกรีซขอคืน อังกฤษก็ไม่ให้ บอกว่ามันเป็นสมบัติโลก อังกฤษจะดูแลให้ว่างั้น ทำให้ชาวกรีกไม่พอใจอย่างมาก วันนี้ผมได้มาเดินดู ที่ที่เค้าเก็บไว้ ผมเห็นของหลายอย่างแล้วอด หดหู่ไม่ได้ เพราะของที่มันควรจะอยู่ในที่ของมัน ก็ถูกเอามาจากประเทศบ้านเกิด เค้าขอคืนก็ไม่ให้ บางทีก็อดเศร้าแทนไม่ได้

จาก British museum แล้วก็ถือว่าเสร็จการเที่ยวกรุง London เมืองหลวงแห่งอังกฤษแล้ว เรายังมีแผนไปอีกเมืองนึงซึ่งเคยได้ยินแต่ชื่อว่าเป็นเมืองมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงมาก นั่นคือ Cambridge วันรุ่งขึ้นเราจะไปที่ Cambridge กันนะครับ

ภาพสวยๆ จาก London (Museum)

วันพุธ, ธันวาคม 17th, 2014 | Author:

วันที่สองของทริป วันนี้พยากรณ์อากาศว่าจะมีแดด 3 ชั่วโมง ทำไงได้ล่ะเนอะ มาเที่ยวแบบนี้ควบคุมลมฟ้าอากาศไม่ได้อยู่แล้ว ต่อให้ไม่มีแดดและหนาวเหน็บมันก็ต้องไป เหอๆๆ มันคือภารกิจ (จะเว่อร์ไปมั้ยเนี่ย) โปรแกรมของวันนี้จริงๆไม่ได้วางแผนอะไรมากเพราะว่าวันแรก เก็บที่สำคัญๆของ London จะหมดแล้ว วันนี้ก็เลยเริ่มที่ไปดูการเปลี่ยนเวรของทหารที่พระราชวัง Buckingham ซึ่งการเปลี่ยนเวรนี้จะไม่ได้มีทุกวัน ต้องเช็คกับเวบ http://www.changing-the-guard.com/dates-times.html เค้าด้วยนะ ถ้าวันไหนเค้ามี ก็จะเริ่มประมาณ 11 โมง เราเดินทางไปถึง 10 โมงครึ่ง ลงรถ Tube ที่สถานี St James park เดินทะลุสวนออกมาหน่อย แล้วเลี้ยวซ้ายที่ถนนหน้าพระราชวัง ตรงๆๆ ไปเลย หรือจะมองหาอนุสาวรีย์ Victoria ก็ได้ สูงๆ สีทองๆน่ะแหละครับ ไม่มีหลงแน่นอน นักท่องเที่ยว เดินมุ่งตรงไปทางพระราชวังทั้งนั้น เดินเกาะกลุ่มเค้าไปก็ได้

เมื่อเดินมาถึงหน้าพระราชวัง เห็นนักท่องเที่ยวไปจับจองพื้นที่ เกาะรั้วพระราชวังกันจะเต็มแล้ว ไม่นึกว่าหนาวๆ แบบนี้จะมีคนมาดูเยอะขนาดนี้ จำได้ว่าตอนไปดูเปลี่ยนการ์ดที่ปราก หน้าร้อน นักท่องเที่ยวเยอะ ไปก่อน 15 นาที ยังมีที่ให้มุดเข้าไปได้ แต่ที่นี่ มาก่อนครึ่งชั่วโมง เต็มแน่นซะละ เอาไงล่ะทีนี้ ทีมงานเรามี 2 คน (ผมกับคุณภรรยา) ตกลงแยกกันดีกว่า เพราะคุณภรรยาชอบถ่ายวิดีโอ แถมวิดีโอมันซูมได้ไกล เลยได้ไปเกาะรั้วฝั่งตะวันออกไกลๆนู้น ยังพอมีที่บ้าง ใช้เทคนิคว่า เอากล้องวิดีโอใส่ขาตั้ง ตั้งให้นิ่งๆ แล้วซูมเข้าไปเอา ถือว่าใช้ได้เลยแหละครับ ไม่ค่อยสั่น แล้วก็ได้ภาพวิดีโอใกล้ แต่เสียงจะเบาไปหน่อย ส่วนผมเดินไปเดินมารอบบริเวณถ่ายภาพนิ่งมุมอื่นๆ เห็นตอนทหารเค้าเดินเข้ามา ขี่ม้าเข้ามา ก็ดีเหมือนกัน ได้กันคนละมุม

พิธีเปลี่ยนเวรเริ่มต้นประมาณ 11 โมง วงดนตรีเริ่มเดินเข้ามาที่พระราชวัง แล้วไปตั้งแถวกันอยู่ที่ในรั้วลานด้านหน้าพระราชวัง จะตั้งตรงกลางเลย ดังนั้น ถ้าคนไหนยืนอยู่ขอบๆนอกรั้วไปไกลๆ ไม่น่าจะได้เห็น หรือได้ยินแน่ เล่นเพลงไม่ดังเท่าไรเลย จากนั้น ก็จะมีขบวนทหารเดินเท้า ขี่ม้าเข้ามา แล้วก็ทำพิธีเปลี่ยนเวร ประกอบเพลง แต่อย่างที่บอกครับ ถ้าไม่ได้เกาะรั้ว โดยเฉพาะตรงกลางๆ หน้าพระราชวัง รับรองไม่ได้เห็น ไม่ได้ยินอะไรแน่นอน ดังนั้น แนะนำเลยนะครับว่า ถ้าจะไปดูเปลี่ยนเวร ให้ไปเร็วๆ ประมาณ 10 โมงนิดๆได้ยิ่งดี แล้วหาทำเล ตรงรั้ว กลางๆเท่านั้น ไม่งั้นจะไม่ได้เห็นไรเลย แถมช่วงที่ผมไปเป็นหน้าหนาว ทหารเค้าใส่ชุดเป็นของหน้าหนาว ไม่เห็นสีแดงแจ๊ดๆเลย เป็นสีเทา ไม่ค่อยเท่ห์เท่าไร สำหรับผมค่อยข้างผิดหวัง ถ้าเทียบกับที่ปราก หรือแม้แต่ที่กรีซ อันนั้นเครื่องแต่งกายชนะเลิศครับ

หลังจากเสร็จพิธีเปลี่ยนการ์ดที่ผมไม่ค่อยจะได้เห็นอะไร (รอดูในวิดีโอเอา) เราเดินเล่นถ่ายภาพแถวๆหน้าพระราชวัง และอนุสาวรีย์ Victoria กับน้องที่เรียนที่นี่ (นัดเจอกัน) ถ่ายรูปเล่นกันซักพักน่าจะประมาณเที่ยงหน่อยๆ ก็พากันนั่งรถ Tube ไปสถานี Bayswater ไปหาของกินอร่อยๆกันครับ

ทำไมต้องมาที่ Bayswater ก็เพราะมา London ทั้งที ถ้า search ในเนต ถามเรื่องของกินใน London คงหนีไม่พ้นเป็ดโฟร์ ชื่อเต็มๆว่า เป็ดย่าง Four Seasons ณ. London ครับ ซึ่งเป็ดย่างที่ว่านี้ มีหลายสาขา แต่เท่าที่รู้ สาขาแรกจะเป็นที่ Bayswater ซึ่งร้านไม่ใหญ่ ไกลจากตัวเมืองไปนิด แต่ใกล้สถานีรถ Tube มาก เราเลยไปกินกัน

พอมาถึงสถานี Bayswater เดินออกมานิดนึง เลี้ยวซ้ายแล้วเดินประมาณ 30 เมตรเห็นจะได้ จะเห็นร้านเป็ด Four Seasons อยู่ทางขวามือ ติดกันจะเป็นร้านอาหารไทยชื่อ โหระพา กำลังจะเดินเข้าร้าน เห็นป้ายที่หน้าร้าน โหระพา เขียนว่า มากินร้านนี้ก็ได้นะ สั่งเป็ดย่างร้าน Four Seasons มากินในร้านก็ได้ ผมคิดว่าลูกค้าชาวไทยมาแถวนี้ แทบจะไม่ได้เข้าร้านไทยเลย มุ่งหวังมากินเป็ดกันทั้งนั้น ดังนั้น ร้านไทยเค้าเลยเรียกลูกค้าเข้าร้าน โดยให้สั่งเป็ดได้ด้วย แต่อย่างว่านะครับ เป็ดโฟร์ เป็นอะไรที่ขึ้นชื่อมาก สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย ดังนั้น แน่ล่ะ ผมมาถึงแล้วก็ต้องเข้าไปนั่งร้านเป็ดแน่นอน ร้านไทย อาหารไทย กินที่ไหนก็ได้ เหอๆๆ

ผมอ่านในเวบหลายที่ ว่าเค้าสั่งอะไรกันบ้าง ราคาเท่าไร แต่ไม่ค่อยได้คำตอบที่ถูกใจ งั้นผมเอาที่ผมสั่งมาให้ดูละกันครับ เราไปกิน 4 คนสั่ง เป็ดย่างแบบครึ่งตัว ไม่เอากระดูก (ดูจากเมนู http://www.fs-restaurants.co.uk ดูที่เมนู BBQ Dish หมายเลข 156 ครับ อย่าสับสนกับเมนู Aromatic Crispy Duck เมนู 115 นะครับ คนละอันกัน) ราคา £12.5 แล้วก็สั่งหมูกรอบหมูแดงรวมกัน เมนู 164 ราคา £9.5 แล้วก็ผัดผัก หอยชุบแป้งทอด กับผัดก๋วยเตี๋ยวปู ข้าวสวย และชาจีนร้อน ผมว่าเป็ดเค้าอร่อยสมชื่อนะครับ เนื้อนุ่ม หนังกรอบ ซอสไม่หวานมาก กำลังดี อร่อยกว่า MK เพราะเค้าว่าเป็ดต้องเป็นเป็ดแถวนี้ กินน้ำแร่ และพืชผักแถวอังกฤษกับสก็อตแลนด์เท่านั้น แล้วก็ผ่านกรรมวิธีย่างลับเฉพาะ ผมว่าก็อร่อยดีครับ ราคาก็โอเค สำหรับร้านอาหารที่ต่างประเทศ มาถึงก็มาชิมเถอะครับ ไม่งั้นกลับไปคุณจะคุยกับเค้าไม่รู้เรื่องว่าเป็ดรสชาติเป็นยังไง แต่ที่ผมขอคอมเม้นส์หน่อยก็มีนะครับ

หมูกรอบหมูแดง ไม่อร่อยเท่าที่ร้านจีนในกรุงเฮกที่ผมไปกินบ่อยๆ หมูกรอบไม่กรอบเท่าไร หมูแดงแข็งไปนิดและหมูมีกลิ่นเหมือนค้างคืนนาน ส่วนผัดผักกับก๋วยเตี๋ยวก็โอเคอยู่ รู้สึกว่าที่โดดเด่นกว่าที่ผมเคยไปกินมาก็คือเป็ดย่างเท่านั้น และที่สำคัญ อันนี้ต้องเตือนเลยนะครับ พวกเราไปกัน 4 คน สั่งชาร้อน เพราะข้างนอกมันหนาว เค้าก็เอาชามาเสริฟเป็นกา เราก็จิบไปเรื่อยๆ ระหว่างทานอาหาร พอหมดเค้าก็มาเปลี่ยน เอาชาร้อนมาเพิ่มให้อีก (ไม่ถามซักคำ) พอคิดตังค์ ปรากฏว่า ค่าชา ออกมา £4 ทั้งหมด 4 กา รวม £16 โอ้ว เอางี้เลยเหรอ ต้องระวังนะครับ ถ้าเค้าจะเติมอะไรเพิ่มต่างๆ เค้าคิดตังค์นะครับ ผมว่าถ้าผมรู้อย่างนี้ เอาค่าชามาสั่งเป็นเป็ดได้อีกครึ่งตัว อร่อยกว่าเยอะเลยครับ

หลังจากนั่งคุยกันเพลิน และทานเสร็จดูนาฬิกาเกือบบ่าย 3 แล้ว จริงๆมีโปรแกรมต้องไปอีกที่นึงคือไปดูเส้นแบ่งเวลาโลก ที่ Greenwich ซึ่งอยู่ไกลจากร้านออกไปพอสมควร ประมาณเวลาน่าจะซักเกือบชั่วโมงนึง กลัวแสงหมด ไม่รอช้ารีบไปกันดีกว่า ซึ่งต้องนั่ง Tube ไปลงที่สถานี Tower hill แล้วต่อรถ DLR จากสถานี Tower Gateway ไปลงที่ Greenwich ไปถึงก็เริ่มมืดแล้ว แงๆ จะได้ถ่ายรูปมั้ยเนี่ย พวกเรารีบๆ ตรงขึ้นไปที่หอดูดาวของ Greenwich เลย แต่ก็ไม่ทัน มืดมากแล้ว น้องที่ไปด้วยกันเค้าบอกว่า เอาน่ะมาถึงแล้วเข้าไปดู ไปถ่ายรูปกัน เลยจำต้องเข้าทั้งๆที่มืดแล้ว ก็นะ ชาตินี้จะได้มาอีกมั้ยก็ไม่รู้ เข้าไปดีกว่า

เราพยายามถ่ายภาพ ใช้ทั้งขาตั้งกล้อง ทั้งแฟลช อย่างน้อยขอให้ได้ภาพมาบ้าง แต่สุดท้าย ภาพที่มีคนออกมาไม่ค่อยได้ใจเท่าไรเลย ได้แต่ภาพทั่วๆไปกลับมา

สำหรับที่เส้นแบ่งเวลานี้นะครับ เพิ่มเติมความรู้นิดนึง เส้นแบ่งเวลานี้ตั้งอยู่ที่ ตำบล Greenwich ของ London เป็นการกำหนดว่าจะเริ่มนับเวลาที่ 0 นาฬิกาจากที่นี่ หรือเรียกว่าเส้น Prime Meridian ซึ่งทางขวาของเส้นจะมีเวลาเป็น + และทางซ้ายจะมีเวลาเป็น – เช่นที่เมืองไทยเราจะมีเวลาเป็น +7 ตาม Greenwich Mean Time หรือ GMT+7 นั่นเองครับ นักท่องเที่ยวที่มาก็มักจะมายืนข้ามเส้นแบ่งเวลา ตามรูปด้านขวานี้แหละ ประมาณว่าชั้นอยู่ระหว่างกลางของเส้นเวลาโลกนะเนี่ย แต่ในความเป็นจริง เค้าจะไม่เอาเวลาตรงเป๊ะที่เส้นแบ่งเวลาเป็นตัวกำหนดครับ เค้าจะนับเป็นประเทศไป เช่น อังกฤษมีเส้นเวลาอยู่ เค้าก็ไม่ได้นับว่า อังกฤษฝั่งซ้ายเป็น – ขวาเป็น + แต่เค้านับทั้งประเทศอังกฤษเลยว่าเป็น GMT 0 นั่นเอง หรืออย่างเช่นที่ เนเธอร์แลนด์ที่ผมอยู่ห่างจากอังกฤษหน่อยเดียว แต่เวลาจะเป็น GMT+1 ในหน้าหนาว และ GMT+2 ในหน้าร้อนด้วยครับ ส่วนของไทย GMT+7 ตลอด

นอกจากเส้นแบ่งเวลา ยังมีพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับเรื่องเวลาต่างๆ ให้ดู ถ้าชอบก็ดูต่อได้ สำหรับพวกเราเดินผ่านๆ ดูนู่นนี่ไปเรื่อยเท่านั้นเพราะใกล้ถึงเวลาที่เค้าจะปิดให้เข้าชมแล้ว แต่มีอย่างนึงที่คนอื่นอาจจะไม่เห็นถ้ามาที่นี่ เพราะทั่วไปเค้ามักจะมาเที่ยวกลางวันกัน เรามาซะค่ำ เลยได้เห็นเส้นแบ่งเวลาที่เป็นแสงเลเซอร์สีเขียวๆ ที่เค้าจะยิงตรงเข้าไปในเมืองด้วยนะครับ

หลังจากเที่ยวชมเสร็จแล้วก็มืดตึ๊ดตื้อ ไปไหนต่อดี ผมมีแผนแล้วล่ะว่าจะไปถ่ายรูปแลนด์มาร์คของ London ตอนกลางคืนด้วย นั่นคือที่ Bigben และ Tower bridge ว่าแล้วก็นั่งรถย้อนกลับไปที่ Tower bidge ก่อนแล้วก็ถ่ายรูปเล่นกัน ก่อนจะนั่งรถต่อไปที่ Westminster เพื่อถ่ายรูป Bigben และ London eye ที่นี่เจอพวกสร้างความรำคาญด้วยนะครับ

ที่สะพาน Westminster ที่ถ่ายรูป Bigben กับ London eye จะมีกลุ่มคนที่มาหาเงิน โดยแต่งหน้าขาวๆ แต่งชุดเป็นตัวตลก เดินเข้าหานักท่องเที่ยว ขอจับมือ ขอถ่ายรูป บางที เดินเข้ามาข้างแล้วบอกขอถ่ายรูปด้วยหน่อย ถ้าเผลอไปจับมือ หรือถ่ายรูปด้วย จะโดนคิดตังค์ และอาจโดนล้วงกระเป๋าด้วยนะครับ เพราะมีมาเยอะมาก แค่บนสะพานไม่ต่ำกว่า 20 คนได้ ต้องระวัง แต่ถ้าเราไม่สนใจเค้าก็จะเดินไปหานักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นต่อ ตำรวจก็ไม่กวดขันตอนกลางคืนด้วย จากที่สะพาน เราถ่ายรูป London eye แล้วเดินต่อไปด้านหลัง London eye จะได้มุมสวยๆอีกมุมนึงนะครับ แล้วจากนั้นก็แยกย้ายกับน้องๆ กลับโรงแรม นอนพักเอาแรงเที่ยวพิพิธภัณฑ์ต่อในวันต่อไปครับ

ภาพสวยๆ จาก London

วันอังคาร, ธันวาคม 16th, 2014 | Author:

ทริปใหม่มาอีกแล้วครับ คราวนี้ไม่เหมือนทุกๆครั้งที่ผ่านมา เพราะคราวนี้ไปเที่ยวที่ที่ต้องทำวีซ่า แล้วก็แถมยังไปหน้าหนาวด้วย ทำให้ได้รู้อะไรๆเพิ่มเติมหลายอย่าง เพราะปกติประเทศที่ต้องการวีซ่าจะไม่อยู่ในลิสต์ท่องเที่ยวของเรา เพราะยุ่งยากหลายเรื่อง เริ่มอย่างแรกเลยคือการไปเที่ยวประเทศที่ต้องขอวีซ่าเข้าประเทศนั่นคือประเทศอังกฤษ เราถือ passport ไทยเค้าต้องให้ทำวีซ่าเข้าด้วยนะ และเนื่องจากว่าผมต้องไปพรีเซ้นต์งานที่อังกฤษ เลยถือว่าไหนๆก็ต้องไปงานก็เที่ยวไปด้วยเลยตามระเบียบ ทีนี้งานผมเค้าตอบมาช้า เหลือเวลาแค่ 2 อาทิตย์ก่อนวันเดินทาง ทำยังไงดี ต้องทำวีซ่า ต้องจองตั๋ว จองโรงแรม โอยทุกอย่างฉุกละหุกมาก

ขอวีซ่าไปประเทศอื่นครั้งแรก

ว่าด้วยวีซ่า ก่อนอื่นเราต้องนัดสถานฑูตหรือหน่วยงานที่ทำวีซ่าก่อน อย่างที่ผมอยู่คือเนเธอร์แลนด์ เค้ามี UK Visa office ที่ Amsterdam ก็ต้องนัดเวลาเค้า โดยเข้าที่เวบของเค้าก่อน แล้วสมัครเอา username และ password จากนั้นก็กรอกๆๆๆ ข้อมูลต่างๆ (ทำความเข้าใจอยู่นานเหมือนกัน) แล้วก็เลือกเวลานัด ปรากฏว่าผมนัดได้ก่อนเดินทาง 10 วัน โอ มันจะทันมั้ยล่ะน่ะ แต่เอาน่ะลองเสี่ยงดู จากนั้นขั้นตอนสุดท้ายก็จ่ายตังค์ค่ายื่นขอ ราคา 188 ยูโร (คูณ 42 บาท ณ.เวลานี้) จะแพงไปไหน แถมเดินทางไป 2 คน อะ คูณ 2 เข้าไปอีก ตกลงแค่ค่ายื่นขอวีซ่า รวมเกือบ 400 ยูโร

เอกสารต่างๆ ที่เค้าต้องการอีกหลายอย่าง เตรียมๆ ให้อย่างเรียบร้อย แต่แปลกที่ไม่มีระบุว่าจะเดินทางไปเที่ยวหรือไปงานเนี่ย ต้องมีเงินเท่าไร เค้าให้กรอกเอง ไม่มีเกณฑ์บอก ผมเลยใส่ไปประมาณ 1700 ยูโรเลย เยอะๆเข้าไว้ แล้วก็แถมเอาใบรับรองเงินจากธนาคารอีก เพื่อให้ชัวร์ว่าเงินพอแน่ๆ ส่วนที่เค้าต้องการอีกอันนึงคือเรื่องของการเดินทาง จะบอกว่าที่ฮอลแลนด์เนี่ย เค้าจองตั๋วแบบยังไม่จ่ายตังค์เหมือนบ้านเราไม่ได้อะ ถ้าจะจองก็ต้องจ่ายเงินเลย และเวลาอีกแค่ 10 วันจะเดินทางค่าตั๋วพุ่งสูงลิบ ตกคนละประมาณ  200 ยูโร โอ้ไม่นะ ยังไม่ได้เดินทางจ่ายเงินไปแล้ว เกือบ 400 ต่อคน (เท่ากับค่าเที่ยวเกือบทั้งทริปของประเทศทางยุโรปตะวันออกเลย) นี่ถ้าวีซ่าไม่ผ่าน หรือได้ไม่ทัน นั่นหมายความว่าเสียเงินฟรีเลยนะน่ะ เสี่ยงชะมัด ทำไงดีๆ พอตอนวันนัด ไปถึง ถามๆเค้าว่าจะทันมั้ย เค้าว่าไม่น่าจะทัน เค้าบอกอยากได้ด่วนใช่มั้ย นี่เลยบริการพิเศษแบบ Priority จ่ายเพิ่มอีกคนละ 132 ยูโร ไอ๊ยะ! อีก 4000 กว่าบาท โอ้วม่าย แล้วสุดท้ายจ่ายมั้ย  จ่ายดิครับ ก็อยากไปนี่ ซักครั้งในชีวิต สรุป แค่ยังไม่เดินทางจ่ายไปแล้วคนละ 500 กว่ายูโร เท่ากับ ทริปอื่นๆ ทั้งทริปเลย ฮือๆๆ แต่อย่างว่า ขอแบบพิเศษ ใช้เวลานับตั้งแต่ยื่นเอกสาร ถ่ายรูป สแกนนิ้วมือ จนได้รับวีซ่าคืนทางไปรษณีย์ รวม 5 วัน เฉียดฉิวมาก

เริ่มเดินทาง

เอาล่ะ หลังจากได้วีซ่าแล้วก็มาเริ่มเดินทางเลยดีกว่า เครื่องบินจาก Amsterdam ไป London แค่ 1 ชั่วโมงนิดๆเท่านั้น ยังกะเครื่องบินจากกรุงเทพไปอุดร พอเครื่องลง ต้องผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมือง เรามีวีซ่าพร้อม และมางาน พอไปถึง เจ้าหน้าที่เค้าก็ถามตามระเบียบ มาทำไม งานอะไร อยู่นานมั้ย พักที่ไหน ประมาณ 5-6 คำถาม และต้องสแกนนิ้วด้วย ยุ่งยากกว่าเข้ายุโรป(เชงเก้น)เยอะเลย ก็อย่างว่าเนอะ ประเทศเค้าก็เป็นเบอร์ต้นๆ รองจากอเมริกาแหละ ต้องป้องกันตัวเองเยอะ

พอเราผ่าน ตม. มาได้แล้วก็รอกระเป๋าแล้วก็เดินทางไปโรงแรม งานผมอยู่ที่โรงแรมไม่ไกลจากสนามบิน Heathrow แต่ไกลจากตัวเมือง London มากพอดู ตอนจองตั๋วโรงแรม หาที่ถูกๆใน London ไม่ได้เลย ดังนั้น จึงเลือกอยู่โรงแรมแถวสนามบินแล้วนั่งรถเข้าไปเที่ยวเอา แต่ผมไม่แนะนำเลยนะครับ ถ้ามาเที่ยว London แนะนำพักในเมืองเลยดีกว่า จะได้ไม่เสียเวลาเดินทาง แต่ของผมมันสถานการณ์บังคับ

ผมลงเครื่องที่ Terminal 4 แต่เท่าที่หาข้อมูลมาผมต้องไปขึ้นรถที่จะไปโรงแรมที่ Terminal 5 ดังนั้น ต้องนั่งรถข้าม Terminal เอา มันมีรถฟรีจาก Terminal 4 ไป 5 คือรถบัสสาย 482 กับ 490 อยู่หน้า Terminal เดินออกมาหาไม่ยากครับ แล้วจาก Terminal 5 ไปโรงแรม เอาสะดวกผมนั่งรถ Shuttle bus ของ National express สาย H55 ราคาตั๋วซื้อกับคนขับแบบไปกลับ 9 ปอนด์ แต่ถ้าซื้อจากเครื่องขาย (เครื่องเฉพาะของบริษัทเค้า แต่ผมไม่ได้หาว่ามันอยู่ไหน) จะราคา 8 ปอนด์ นั่งรถมาแค่ 15 นาทีก็ถึงโรงแรม ชื่อ Holiday inn Express T5 คุณภาพใช้ได้ มีข้าวเช้าให้ ก็อิ่มก่อนออกเดินทางทุกวันครับ

เริ่มเดินทางจากโรงแรม(ที่แสนไกล)เข้าเมือง โดยนั่งรถบัส มาต่อรถไฟ underground ของ London (เค้าเรียกว่า Tube) เข้ามาในเมือง มุ่งตรงไปที่สถานี Westminster ใช้เวลาราว 1 ชั่วโมงครึ่ง (นานป่ะล่ะ) อ่อ การนั่งรถสาธารณะที่ London ผมซื้อบัตรเดินทางชื่อ  Oystercard นะครับ ซื้อได้ที่บูทขายตั๋วที่สถานีรถไฟใต้ดิน หรือตามร้านค้าต่างๆที่มีสัญลักษณ์ก็ได้ ราคาบัตร £5 สามารถคืนได้ตอนกลับ เติมเงินเข้าบัตรได้ด้วยบัตรเครดิต ผมว่าประหยัดกว่าตั๋ววันน่ะครับ เพราะเดินทางเท่าไรจ่ายเท่านั้น ถ้าถึงลิมิตของมัน (Daily cap) มันก็จะไม่หักเพิ่มอีก ถือว่าประหยัดพอสมควรครับ

พอรถ Tube มาถึงที่สถานี Westminster (เดินทางไม่ยากเท่าไรครับ ดูเส้นทางแป๊บๆก็รู้เรื่องแล้ว) โผล่ออกมา จะเจอเลยหอนาฬิกา Bigben ตั้งตระหง่านอยู่ แต่จะบอกว่า ทริปที่ผมไปนี้ มีวันแดดดีวันเดียวนี่แหละครับ ผมจึงเลือก เก็บจุดสำคัญๆให้ได้เยอะในวันเดียว

หอนาฬิกา Bigben  นี้ตั้งอยู่ติดกับอาคารรัฐสภาที่ยิ่งใหญ่สวยงาม ริมฝั่งแม่น้ำ เทมส์ (Thames) ซึ่งถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของ London เลยก็ว่าได้ ถ้ามาถึงไม่มีรูปถ่ายกับ Bigben อันนี้เรียกว่ามาไม่ถึง London แน่นอนครับ มุมที่ถ่ายรูปสวยๆ ก็จะอยู่สะพาน Westminster bridge ซึ่งไม่ต้องห่วงแดดแบบนี้ ต่อให้หนาวประมาณ 5-6 องศา แต่นักท่องเที่ยวตรึมเลยครับ ส่วนมากเป็นเอเชีย โดยเฉพาะญี่ปุ่น เพราะผมเพิ่งรู้ว่า ญี่ปุ่นไม่ต้องใช้วีซ่าเข้าอังกฤษ มิน่าล่ะ ไปแถวไหนมีแต่ญี่ปุ่นเต็มไปหมดเลย ตอนที่ผมไปถึงน่าจะประมาณ เกือบ 11 โมงแล้ว แดดเข้าจากทางอาคารรัฐสภา อาจมีย้อนแสงหน่อยๆ แต่ไม่เป็นไร ยังสวยอยู่ครับ ซึ่งถ้าคนเยอะๆ อย่างนี้ เวลาถ่ายรูปไปยืนตรงขอบๆถนน (ระวังรถเฉี่ยวด้วยนะ) จะได้มุมสวยๆ แต่ถ้าจะเอาคนออกจากภาพให้โล่งๆ อันนี้ยากครับ คนเยอะเจงๆ

ถ้าหันหน้าเข้าไปที่ Bigben กลับหลังหันไปจะเจออีกหนึ่งสัญลักษณ์ของ London นั่นคือ London eye ครับ ชิงช้าสวรรค์ที่สูงอันดับต้นๆของโลก ใหญ่จริงๆครับ ขนาดมองไกลๆ เทียบกับอาคารต่างๆ นี่เห็นชัดเลย ผมไม่ได้หาข้อมูลมาว่า London eye สูงเท่าไร เท่าที่ดู ถ้าไปถ่ายรูปใกล้ๆ คงได้ไม่ครบวงของชิงช้า ดังนั้น ถ่ายรูปจากบนสะพานนี่แหละครับ วิวสวย ถ่ายง่าย แล้วก็แสงกำลังเข้าพอดี (แดดแรงจนหยีตาเลย) รับรองใครมา London ต้องมีภาพมุมนี้กลับบ้านแน่นอนครับ

สำหรับสะพาน Westminster นี้นะครับ เราอาจข้ามไปอีกฝั่งของสะพานได้ (ฝั่งทาง Bigben) ฝั่งนั้นจะถ่ายรูปตัวอาคารและหอนาฬิกาได้สวยครับ แต่อาจต้องเป็นช่วงบ่ายๆหน่อย ให้แสงมาอีกทางนะ เช้าๆ มันย้อนแสงพอดู หรือจะเดินไปจนสุดสะพานแล้วถ่ายรูปย้อนกลับมาก็สวยเหมือนกันนะครับ

เสร็จจากสะพาน Westminster เดินมาทาง Bigben แล้วเลี้ยวซ้ายหน่อยจะมาถึงโบสถ์ St Margaret หลายคนอาจไม่คุ้นหู แต่ถ้าบอกว่า Westminster Abbey คงคุ้นมากกว่า เพราะเป็นวิหารที่ใช้ในงานพระราชพิธีต่างๆของราชวงศ์อังกฤษ ถือเป็นอีกหนึ่งจุดที่ต้องมา แต่ว่าข้อเสียคือ ค่าเข้าชมแพงมากๆๆ นั่นคือ  £18 โอ้ว ไม่สู้ล่ะครับ แพงเกิ๊น จะบอกว่าที่เที่ยวในอังกฤษ ถ้าอันไหนต้องเสียค่าเข้า แต่ละที่จะแพงมากๆ เทียบกับทางยุโรปที่ผมอยู่ ว่าแพงแล้ว ที่นี่ยังแพงกว่าอีกครับ

อาจมีหลายคนสับสนระหว่าง Westminster Abbey กับ Westminster Cathedral มันคนละที่กันนะครับ อันที่อยู่ใกล้  Bigben คือ Westminster Abbey แต่ถ้าเดินต่อไปอีกทางสถานีรถ Tube victoria จะเป็น Westminster Cathedral ซึ่งผมก็เดินเรื่อยเปื่อยถ่ายรูปของทั้งสองที่นี้ไปเรื่อยๆ เพราะไม่ไกลกันมาก

ที่ Westminster Cathedral จะเป็นวิหารใหญ่ เค้าว่าเป็นวิหารแม่ของวิหารคาทอลิกใน UK สร้างด้วยอิฐสีแดงๆ ดังนั้น จะแตกต่างจาก Westminster Abbey อย่างชัดเจน เราสามารถเข้าไปที่ Cathedral ได้ฟรีไม่เสียเงินครับ ข้างในก็ไม่ได้อลังการอะไรมาก การตกแต่งเรียบง่าย จะว่าไปก็ดีสำหรับคนที่มาเข้าโบสถ์ทำจิตใจให้สงบครับ เราก็เข้ามานั่งพักหลบลมหนาวซักพักในโบสถ์ด้วยเหมือนกัน

หลังจากเดินเที่ยวบริเวณนี้เสร็จก็ประมาณเที่ยงกว่าแล้วแต่ยังไม่ค่อยหิว เลยนั่งรถ Tube จากสถานี Victoria ไปลงที่สถานี Tower hill เพื่อจะไปจุดเที่ยวจุดต่อไป นั่นคือ Tower bridge ไปถึงก็ประมาณบ่ายนิดๆ สถานี Tower hill อยู่หลัง Tower of London ที่เป็นที่เที่ยวอีกที่หนึ่ง แต่เราไม่มีเวลาเข้าไปดู เพราะว่า การมาเที่ยวหน้าหนาวนั้น พระอาทิตย์ตกเร็วมาก อย่างวันที่ผมไป พระอาทิตย์ตกบ่าย 3 โมง 45 นาที เหลือเวลาแค่ ไม่ถึง 2 ชั่วโมงเอง ดังนั้นต้องวางแผนดีๆนะครับ ไม่งั้นมืดก่อน จะไม่ได้รูปสวยๆเอานะจะบอกให้

เราเดินตรงข้ามสะพาน Tower bridge มายังอีกฝั่ง เผอิญเดินสวนกับนักร้องดัง บี้ เดอะสตาร์ ด้วยแต่ไม่ยักกะทักเราซักคำ เหอๆๆ (เค้าจะทักเราทำไมเนี่ย) แต่ก็นะ ไม่ได้กรี๊ดกร๊าดอะไร เดินผ่านไปเหมือนคนทั่วไป (เค้ามากับสาวก็อย่าไปยุ่งเค้าดีกว่า) พอเดินมาถึงกลางสะพาน มันจะมีมุมให้ถ่ายภาพสองฝั่งแม่น้ำเทมส์ที่มีตึกหน้าตาประหลาดๆให้ชม ก็สวยดีครับ เคยเห็นแต่ในหนัง วันนี้มาเห็นของจริงด้วย

Tower bridge เป็นสะพานผสมที่มีเสา และมีแบบแขวน แถมยังเปิดตรงกลางของสะพานให้เรือใหญ่ผ่านได้ด้วย เคยเห็นในทีวีตอนโอลิปิค สวยดี โดยเฉพาะกลางคืน ดังนั้น เดี๋ยวผมต้องกลับมาเก็บภาพตอนกลางคืนด้วยแน่นอน ตัวอาคารของ Tower bridge ก็ขึ้นไปได้นะครับ ถ้าจำไม่ผิดค่าขึ้น £9 ได้ แต่ก็นะ นักท่องเที่ยวกระเป๋าแห้งอย่างเราก็ไม่ได้ขึ้นไปดูตามระเบียบ ผมว่าวิวคงสวยนะครับ ใครที่ได้มาแล้วมีเวลา ฝากขึ้นไปดูหน่อยนะครับ อิอิ ผมว่านอกจากวิวน่าจะมีพวก นิทรรศการหรืออื่นๆให้ดูด้วยเหมือนกัน จะได้เป็นความรู้ด้วย

ผมเดินข้ามสะพานไปอีกฝั่ง ซึ่งด้านล่างของสะพานจะมีมุมให้ถ่ายรูปซึ่งสวยกว่าถ่ายอยู่บนสะพานครับ มุมนี้จะเห็นสะพานได้ทั้งหมด รวมถึง Tower of London ในฝั่งตรงข้ามด้วย วันที่ผมไปมีคนมาถ่ายรูปแต่งงานด้วย คิดว่าเค้าคงได้รูปสวยๆ แน่เลย ขนาดผมถ่ายกันเอง รูปก็ยังออกมาสวย คุ้ม และ ประทับใจที่ได้มาเที่ยวที่นี่ด้วยครับ

เราใช้เวลาถ่ายรูป Tower bridge และถ่ายรูปกันเองไปเรื่อยๆ จนเริ่มจะค่ำ ทีแรกว่าจะไม่ไปต่อที่ไหนแล้ว แต่มาคิดดู น่าจะไปได้อีกที่คือจัตุรัส  Trafalgar Square และใกล้ๆกันนั้นยังมี National Gallery ด้วย ลองไปดูดีกว่าว่าน่าสนใจแค่ไหน ว่าแล้วก็นั่งรถ Tube มาลงที่ Leicester square เดินมาหน่อยเดียวก็ถึงแล้ว

ที่ลาน Trafalgar มีคนมาเล่นมายากล ลอยตัวกันเยอะแยะ แสดงว่าคนแถวนี้บินได้กันหลายคน มีทั้งน่ากลัวน่ารัก มาเล่นดนตรี มาเต้นตามจังหวะดนตรีก็มี ผมว่าเค้าก็มาหารายได้จากนักท่องเที่ยวกันเยอะนะครับที่ลานนี้ ลาน Trafalgar มีเสาหินที่สูงเด่น และมีท่านนีลสัน ยืนอยู่บนสุดเลย คิดว่าถ้าเป็นช่วงกิจกรรมต่างๆ คนคงเยอะแน่นลานแน่ครับ น่าเสียดายมาถึงแสงก็เริ่มจะหมดแล้ว นี่เพิ่งบ่าย 4 โมงเองนะ เลยอยากจะเตือนนักท่องเที่ยวที่ชอบของถูกทั้งหลาย เช่น ทัวร์ราคาถูก ที่มักจะพามาหน้าหนาว ผมบอกเลยครับ ไม่คุ้มหรอกครับ ราคาถูก แต่หนาว และมืดเร็ว ออกจากโรงแรมยังไม่สว่าง เที่ยวได้หน่อยๆ มืดอีกละ ฟ้าก็ตุ่นๆ สู้หน้าร้อน หรือใบไม้ผลิไม่ได้เลยครับ สดใสกว่าเยอะ ราคาทัวร์อาจแพงกว่าหน่อย แต่ถ้าเที่ยวเองผมว่า อารมณ์คนละเรื่องเลยครับ

จาก Trafalgar  ยังไม่อยากกลับโรงแรม เราเลยเดินเข้าไปดูที่ National Gallery ดูว่าค่าเข้าจะเท่าไร เผื่อได้เข้าไปดู เอ๊าเพิ่งรู้ ที่อังกฤษ พวกพิพิธภัณฑ์น่ะ ไม่เสียค่าเข้านะครับ แค่มีกล่องไว้ให้บริจาค ไม่ต้องบริจาคก็ได้ เข้าฟรีไปเลย ผมก็ไม่พลาดสิครับ ของฟรีเข้าไปชมงานศิลปะกันซักหน่อย ก่อนกลับ ไปเจอภาพของศิลปินดัตข์ อย่าง แวนโก๊ะด้วยนะ ไม่ง่ายเลยที่จะได้ถ่ายภาพคู่กับดอกทานตะวันของแวนโก๊ะนะครับ โชคดีจริงๆที่เข้ามาดูก่อนจะกลับโรงแรมไปพักผ่อนจากเที่ยววันแรก

ภาพสวยๆ จาก London