Tag-Archive for » โปรตุเกส «

วันอาทิตย์, มกราคม 18th, 2015 | Author:

ขึ้นหัวเรื่องมาว่า เที่ยวปอร์โต้ (อีกแล้ว) คงเดาได้ไม่ยากว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกสำหรับเมืองนี้ ผมเคยมาแล้วครั้งนึงจาก เที่ยวปอร์โต้ ซึ่งจะว่าไปแล้วปอร์โต้ประเทศโปรตุเกสเป็นเมืองที่ผมเริ่มเที่ยวต่างประเทศเองครั้งแรกในชีวิต ตอนนั้นตื่นเต้น ภาษาไม่ค่อยได้ ทำไรไม่เป็นซักกะอย่าง ดีที่มีคนพาเที่ยวดี เลยได้ไปเที่ยวหลายที่ แต่อย่างว่าล่ะครับ มีคนพาไป ไม่ได้หาข้อมูลอะไร กลับมาจำอะไรแทบไม่ได้ เพราะว่าเดินตามเค้าอย่างเดียว คราวนี้มีโอกาสได้ไปอีกครั้ง เพราะต้องไปงานที่ Lisbon แต่ที่ Lisbon เราไปสำรวจมาจนทั่วแล้ว ระหว่างงานที่ Lisbon เราเลยไม่ได้ไปไหน ทำงานอย่างเดียว พอเสร็จงานปุ๊บเช้าวันรุ่งขึ้นก็เดินทางมาปอร์โต้ ด้วยจุดประสงค์คือ หนึ่งคุณภรรยายังไม่เคยมาเที่ยวที่นี่ และสองต้องการกลับมาซ่อมภาพต่างๆ แล้วก็วิดีโอด้วยจะได้มีครบคอลเลคชั่น

เราเดินทางจาก Lisbon มาที่ Porto ด้วยรถไฟครับ การขึ้นรถไฟที่โปรตุเกสนั้นไม่ยาก แต่ก็อาจต่างจากประเทศต่างๆที่เราไปมานิดหน่อย อย่างแรกเลยคือการซื้อตั๋ว ประเทศยุโรปอื่นๆที่ไปจะมีเครื่องขายตั๋วรถไฟ แต่ที่นี่ ผมเดินหาไม่เจออ่ะครับ สุดท้ายเลยต้องไปซื้อกับเจ้าหน้าที่ (เค้าก็ไม่ชาร์จเพิ่มนะ) ค่าตั๋วรถไฟจากสถานี Lisbon-Oriente ไป Porto-Campanha ชั้น 2  จะราคา 24.3€ ต่อคน พอขึ้นรถเราขึ้นไปนั่งแบบไม่รู้เรื่อง ไปนั่งที่ชาวบ้านเค้า แต่ในตั๋วจะระบุตู้และเลขที่นั่ง ซึ่งต่างจากประเทศอื่นๆ เค้าไม่ระบุที่นั่งกัน ยกเว้นพวกรถไฟ Hi-Speed  แต่ยังดีหน่อยรถไม่แน่น เค้าเลยว่าไม่เป็นไรๆ นั่งไปเถอะเค้านั่งที่อื่นได้ อ่ะนะด้วยความเกรงใจ เราเลยย้ายตู้ย้ายที่นั่งไปของเราดีกว่าจะได้สบายใจ เพราะเดินทางตั้ง 3 ชั่วโมงกว่าจะถึง

มาถึงที่สถานี Campanha เมือง Porto ตัวสถานีอยู่ห่างจากเมืองออกมาหน่อย แต่มีรถเมโทรวิ่งมาถึง (หลายสาย) จะไปซื้อตั๋วก็อีกละ มีเครื่องขายตั๋วแค่เครื่องเดียว (ฝั่งสถานีรถไฟ) แถมไม่รับแบงค์ด้วย ลำบากต้องไปซื้อกับเจ้าหน้าที่อื่นเหมือนเดิม โดยบัตรที่นี่จะเป็นบัตร RFID เหมือนที่ Lisbon ชื่อ Andante ราคา 0.5€ แล้วเติมตั๋วเข้าบัตรตามจำนวนที่ต้องการ เช่น 1, 2 หรือ 5 ตั๋ว ซึ่งราคาเที่ยวละ 1.2€ สำหรับเที่ยวในเมือง (Z2) แต่ถ้าจากในเมืองไปสนามบินจะเป็น Z4 ราคาเที่ยวละ 1.85€ ตั๋วที่นี่ถูกครับเมื่อเทียบกับเมืองยุโรปอื่นๆ ช่วงที่ไปเจอฝนตกพักนึง ผมเอาบัตรไว้ในกระเป๋าเสื้อกันหนาวโดนฝนเปียก แล้วบัตรก็พังเลย ระวังหน่อยนะครับ บัตรเป็นบัตรกระดาษอาจพังง่ายนิดส์นึง

เกริ่นมานานยังไม่เข้าเรื่องเที่ยวเลย ฮ่าๆๆ เราเข้าพักที่โรงแรม Hotel Grande Rio ออกจากกลางเมืองมานิดเดียว แต่ราคาแค่คืนละ 22.95€ ถือว่าถูกมากๆ สะดวกดี เดินประมาณ 5 นาทีถึงสถานีเมโทร Faria Guimaraes ครับ

เอาล่ะเที่ยวได้ละ เราออกจากโรงแรมตอนเช้าประมาณ 9 โมง ไม่ได้รีบร้อนเพราะว่าเมืองปอร์โต้ไม่ใหญ่ แถมนั่งเมโทรแค่ 2 ป้ายก็ถึงโซนท่องเที่ยว เรานั่งเมโทรมาลงที่สถานี Aliados ซึ่งเป็นสถานีกลางเมืองเลยก็ว่าได้ พอออกจากสถานีรถไฟมาก็จะเจอลาน Praça da Liberdade ที่เป็นที่ตั้งของอาคารศาลากลาง (Town hall) ที่เป็นอาคารที่มี Tower สูงตรงกลาง วันที่ผมไปช่วงเช้ายังไม่มีแดดคนก็ยังน้อยอยู่ ถ่ายภาพได้แบบโล่งๆเลยครับ ซึ่งนอกจากอาคาร Town hall แล้วก็ยังมีอาคารที่สวยงามรายรอบสแควร์แห่งนี้

ที่ปลายสแควร์จะมีอนุสาวรีย์กษัตริย์ขี่ม้า และตรงหัวมุมถนนจะมีรูปปั้นคนส่งหนังสือพิมพ์กับตู้ไปรษณีย์สีแดงแจ๋ ตั้งให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปกันด้วยนะครับ

จากจุดนี้จะเป็นทางแยก เลี้ยวซ้ายจะไปทางสถานีรถไฟ Sao Bento เลี้ยวขวาจะขึ้นเดินไปที่ท่องเที่ยวอื่นๆ เราเลือกที่จะไปทางด้านขวาก่อน เพราะมีที่ท่องเที่ยวหลายที่น่าสนใจ เดินขึ้นเนินไปจะเจอโบสถ์ชื่อว่า Igreja dos Clérigos เป็นโบสถ์ที่มีลักษณะเด่นคือตัวโบสถ์จะเป็นวงรีรูปไข่ และมีหอระฆังอยู่ด้านหลัง

การเข้าชมโบสถ์ทั่วไปในโปรตุเกสจะไม่เสียค่าเข้า ยกเว้นโบสถ์ไหนที่เป็นโบสถ์ใหญ่ๆ และมีสมบัติต่างๆมาโชว์ให้ดู อันนั้นจะเก็บตังค์ครับ

ภายในตัวโบสถ์ก็จะไม่ต่างจากโบสถ์ทั่วไปมากนัก มีแท่นบูชา มีเก้าอี้สวดมนต์ มีเครื่องดนตรีขนาดใหญ่และมีพวกกระจกสีๆ ประดับสวยงาม แต่ที่ปอร์โต้นี้โบสถ์จะมีความแตกต่างหน่อยตรงที่ จะมีการแกะสลัก เป็นสีทองๆ ลวดลายเยอะๆ ดูแล้วต่างจากที่อื่นๆครับ

 

เมื่อชมโบสถ์เสร็จแล้วเดินออกมา เพื่อไปดูว่าจะขึ้น Tower ได้มั้ย ปรากฏว่าต้องจ่ายค่าขึ้น 3€ เลยไม่ขึ้นดีกว่า  แต่ถ้าใครอยากขึ้นก็น่าจะดีนะครับ เพระว่า Tower นี้จะสูงที่สุดในเมือง ขึ้นไปน่าจะเห็นวิวเมืองที่สวยๆทั่วเลยครับ

ถัดจากโบสถ์เดินต่อไปนิดนึง จะเป็นสวนที่ชื่อว่า Jardim de João Chagas (Cordoaria) สวนนี้จริงไม่มีอะไรโดดเด่นนอกจากรูปปั้นคนหัวเราะจนตกเก้าอี้ และต้นไม้ที่มีโคนต้นป้อมๆใหญ่ๆ ช่วงที่ไม่มีคน ถ่ายรูปแล้วมีต้นไม้พวกนี้เป็นฉากหลังให้เบลอๆหน่อยจะสวยนะครับ

ถัดจากสวนไปจะเป็นอาคารและโบสถ์อีกหนึงที่เดินเลยไปชมหน่อยก็ได้ครับ หรือจะเดินย้อนกลับมานิดนึงตรงรูปปั้นคนใส่แว่นตาใกล้ Tower จะมีทางเดินผ่านร้านค้าไปโผล่อีกฝั่งนึงตรงข้ามร้านหนังสือ Livraria Lello

ร้านหนังสือนี้มีอะไร? ก็จะเป็นร้านหนังสือร้านดังที่ J.K. Rolling เจ้าแม่แห่ง Harry Potter ชอบมาใช้บริการ ช่วงที่เค้าเป็นครูสอนภาษาที่ปอร์โต้นี่ ร้านนี้เป็นร้านเก่าแก่ และมีจุดสำคัญคือการตกแต่งในร้านที่มีบันได เพดาน ชั้นหนังสือต่างๆที่สวยงามมาก เค้าว่าคนที่แต่ง Harry Potter ได้ไอเดียฉากในหนังสือ จากร้านหนังสือนี้แหละ ผมเลยตั้งชื่อว่า ร้านหนังสือ Harry Potter ละกันครับ ตอนที่ผมมาคราวที่แล้ว เค้าให้ถ่ายรูปได้นะ แต่ว่ามาคราวนี้ห้ามถ่ายซะแล้ว อดเลย งั้นเอาภาพจากอันเก่ามาให้ดูละกันนะครับ

เดินชมร้านหนังสือซักพัก ไม่ได้อุดหนุนอะไรซักอย่างก็ออกมาแล้วเดินมาทางโบสถ์ที่อยู่ใกล้ๆกัน ซึ่งโบสถ์นี้จะถือเป็นจุดท่องเที่ยวหลักอีกจุดนึง เพราะเป็นโบสถ์แฝดที่สร้างติดกัน แต่ไม่มีช่องทะลุถึงกัน เค้าว่าเป็นโบสถ์ของคนจนกับคนรวยที่สร้างมาคู่กัน อันนึงสร้างก่อนอีกอันประมาณ 100 ปี ด้านในโบสถ์ทั้งสองจะสวยงามมากมีการแกะสลักลวดลายต่างๆ แตกต่างจากโบสถ์อื่นในปอร์โต้ ถือว่าพลาดไม่ได้นะครับที่นี่

จากโบสถ์ จริงๆยังมีอีกหนึ่งที่เที่ยวใกล้ๆกันคือ พิพิธภัณฑ์ภาพถ่ายและกล้องถ่ายรูป ไม่เสียตังค์เข้าครับ อยู่ใกล้สวน ฝั่ง Tower ของโบสถ์รูปไข่นั่นแหละครับ แวะเข้าไปชมได้ เห็นเค้าว่าเป็นคุกมาก่อน ตัวอาคารเลยมีลูกกรงแน่นหนาเชียวล่ะครับ

เราเดินเที่ยวแถวนี้เสร็จโดยใช้เวลาไม่นานครับ แค่ 2 ชั่วโมงได้ ดูเวลาก็ประมาณเที่ยงหน่อยๆ เราเล็งร้านอาหารไว้แล้วล่ะครับ เป็นร้านที่มีริวิวดีจากในเนต ราคาพอกินได้ประมาณ 7-10€ ได้เยอะพออิ่ม ชื่อร้าน O Marinheiro ลองค้นดูน่าจะเจอครับ เดินไปนิดนึงก็ถึงแล้ว และเป็นทางเดียวกับที่จะต้องเดินกลับไปสถานี เมโทร Aliados ด้วย เมนูแนะนำจะเป็นพวกปลาย่างครับ อร่อยดี แต่ร้านแถวนี้เปิดเป็นช่วงเวลานะครับ เช่นร้านนี้เปิดประมาณสายๆ ถึง บ่ายสามครึ่ง แล้วจะพักไปเปิดอีกที 6 โมงครึ่งเป็นอาหารเย็นเป็นต้นไปครับ

พอทานอาหารและโด๊ปกาแฟเพิ่มพลังแล้ว เรากลับไปที่สถานีเมโทร Aliados เพื่อไปจะนั่งรถไปชมสะพานและวิวมุมสูงของเมืองปอร์โต้กัน นั่งรถสายสีเหลืองไป 2 สถานี (จริงๆเดินก็ได้นะ แต่ว่านั่งรถจะสบายกว่า) ลงที่ป้าย Jardim do Morro เป็นป้ายที่ติดสะพาน และมีจุดชมวิว ลงจากรถปุ๊บเจอวิวเมือง Porto สวยๆที่เป็นวิวมหาชนเลยครับ แนะนำว่าควรมาถึงก่อนบ่าย 3 ครับเพราะแสงกำลังเข้าทางฝั่งเมืองพอดี จะสวยมาก แต่ถ้ามาบ่ายแก่ๆจะเริ่มถ่ายรูปคนยากละ เพราะแสงจะเริ่มเปลี่ยนทางๆ

จุดที่ยืนถ่ายรูปเมือง Porto นี้จะอยู่ที่ฝั่งชื่อว่า Villa Nova de Gaia เป็นอีกเมืองนึง แต่เห็นว่าเมื่อก่อนเป็นเมืองคู่กันกับ Porto เค้าเรียกว่า Porto (ออกเสียงว่า ปอร์ ตู้ ตามภาษาโปรตุกีส) กับ Gaia (ออกเสียงว่า กา เอีย) พอเรียกรวมๆกัน ปอร์ตู้กาเอีย เลยเพี้ยนเป็น  ปอร์ตูกอล ในปัจจุบัน วิวจากมุมนี้ สวยและถ่ายรูปได้เยอะเลยครับ

แต่จุดชมวิวไม่ได้มีแค่ตรงนี้นะครับ ถ้าหันหลังกลับไปจากจุดชมวิวจะมีอนุสรณ์สถานอยู่มีทางเดินขึ้นไปได้แต่ต้องเดินเลยป้ายเมโทรไปหน่อย แนะนำให้เดินขึ้นไปดูครับเพราะว่าวิวจะต่างจากจุดชมวิวข้างล่าง และที่สำคัญจะได้วิวสะพานเต็มๆด้วยครับ

ว่าด้วยเรื่องของสะพานกันซักหน่อย สะพานนี้ชื่อว่าสะพาน Luis I ที่สร้างข้ามแม่น้ำ Douro จากฝั่ง Porto มาฝั่ง Gaia เป็นสะพานเหล็ก 2 ชั้น ด้านบนสำหรับรถเมโทร ด้านล่างสำหรับรถยนต์ ทั้ง 2 ชั้นมีทางเดินคนข้ามได้ ดูจากลักษณะโครงเหล็กแบบนี้คุ้นๆมั้ยครับ เหมือนกับสิ่งก่อสร้างเหล็กอันดับหนึ่งของโลกคือหอไอเฟลมั้ย เหอๆ ถูกต้องครับ คนออกแบบทีมงานเดียวกันเลย ถ่ายรูปสะพานเหมือนได้ถ่ายกับหอไอเฟลแห่งโปรตุเกสเลยครับ

นอกจากสะพานแล้ว ฝั่ง Gaia ยังเป็นแหล่งผลิตไวน์ชั้นยอดของโปรตุเกสที่เรียกว่า พอร์ทไวน์ (Port wine) มีโรงงานไวน์เยอะแยะอยู่ด้านล่าง สำหรับนักชิมไว้ นั่งกระเช้าลงไปได้เลยครับ มีทัวร์ชิมไวน์ พ่วงท้ายด้วยการโน้มน้าวให้ซื้อไวน์ รับรอง กลับออกมา มีมึนได้ไวน์มาคนละขวดสองขวด ฮ่าๆๆๆ

เราไม่ได้นั่งกระเช้าลงมา แต่ว่าเราเดินข้ามสะพานกลับไป เพื่อจะไปถ่ายรูปที่กลางสะพาน คนที่กลัวความสูงมีขาสั่นล่ะครับ เพราะว่าสะพานสูงจากน้ำมาก ขนาดว่าผมไม่ค่อยกลัวความสูง มองลงไปยังเสียวๆขาเลย แถมต้องคอยฟังเสียงด้วยนะ ถ้ามีเสียงติ๊งต่องมาก็กระโดดหลบรถเมโทรด้วยล่ะ

จากสะพานเดินกลับมาจะเป็นที่เที่ยวอีก 1 ที่คือ โบสถ์ใหญ่ของเมืองชื่อ Sé do Porto มีลานกว้างด้านหน้าให้ถ่ายรูปได้ ตอนบ่ายๆ แสงเข้าพอดีครับ มุมนี้จะสวย ภายในโบสถ์ส่วนที่เข้าฟรี จะไม่ค่อยมีอะไรมาก แต่ถ้าจะเข้าไปชมพวกห้องต่างๆ ภายในจะต้องเสียค่าเข้าชม 3€ ผมว่าอาจจะแพงไปนิด ถ้าซัก 2€ นี่จะกำลังดี ผมเข้าไปดู จะมีพวกห้องให้ดูแล้วก็บริเวณภายในที่มีลานสี่เหลี่ยมตามแบบแขกมัวร์ มีกระเบื้องเขียนลายสีฟ้าที่เป็นเอกลักษณ์ของที่นี่ และมีชุดของพระผู้ใหญ่ให้ดู ผมว่าเข้าไปก็ไม่เสียหายครับ

 

เอาล่ะจากโบสถ์เสร็จแล้ว ตอนนี้ประมาณบ่าย 4 โมงกว่า ได้เวลาลงไปชมวิวริมแม่น้ำแล้วครับ ทางหลังโบสถ์มีทางเดินเล็กๆเดินลงไปที่แม่น้ำได้มีลูกศรบอกชัดเจนไม่น่าหลง เดินผ่านบ้านของชาวบ้านเห็นบ้านเรือนสร้างติดๆกันบนเนินก็สนุกดีครับ แต่ข้อควรระวังคือ Porto มีลักษณะเป็นเมืองบนเขา ดังนั้นเดินลงเขานี่ ถ้าเข่าไม่ดีมีร้องได้ครับ ขนาดผมเข่าดีๆ แต่น้ำหนักเยอะไปนิดยังเริ่มรู้สึกแปล๊บๆที่หัวเข่าเลย

เดินลงมาถึงข้างล่างจะมาโผล่ที่ลานนั่งกินดื่มริมแม่น้ำครับ แถวนี้มีร้านอาหารหลายร้าน ราคาจะแพงกว่าด้านบนหน่อยประมาณ 1€ แต่เนื่องจากว่าราคาอาหารที่นี่ไม่แพงเท่าไร ผมว่าการได้มานั่งทานอาหารเย็นชมวิวแถวนี้น่าสนใจนะครับ บางร้านมีนักร้องมาร้องเพลง เล่นดนตรีให้ฟังด้วย แต่ก่อนทานข้าวผมว่าถ่ายรูปวิวสะพานก่อนดีกว่าครับ เดี๋ยวแสงจะหมด มีมุมให้ถ่ายรูปสวยๆ และมีเรือขนไวน์มาจอดให้ดู ไม่ได้วิวมุมนี้ผมว่าเหมือนมาไม่ถึง Porto นะจะบอกให้ แถวนี้เดินเล่นถ่ายรูปได้ยาวไปจนอีกฝั่งของสะพานที่เป็นโรงงานไวน์ ถ้าไม่มืดซะก่อน เดินถ่ายรูปจนค่ำได้เลยครับ แล้วมานั่งทานข้าว จากนั้นเมื่อเวลาสะพานเปิดไฟ จะได้อีกบรรยากาศให้ถ่ายรูปสวยๆหลังทานข้าวด้วย

ถึงตรงนี้หมดที่เที่ยวแล้วครับสำหรับ Porto แต่ขอแนะนำให้เดินไปแถวใต้สะพานจะมีที่นั่งรถรางไต่เขาขึ้นไปด้านบนอีกครั้ง ไปเก็บวิวเมือง Porto ที่จุดชมวิวอีกครั้งด้วยนะครับ รับรองคุ้ม ก่อนกลับที่พัก

สำหรับทริปนี้ เป็นทริปเก็บตก กลับมาซ่อมที่คราวที่แล้วมาฝนตกหนักเลย และคราวนี้ได้มากับคุณภรรยา เราเที่ยวแค่เมืองเดียวก่อนกลับไปลุยงานกันต่อ แล้วพบกันใหม่ครับ บ๊ายบาย

ภาพสวยๆ จาก Porto

วันอาทิตย์, กันยายน 16th, 2012 | Author:

วันอาทิตย์, กรกฎาคม 29th, 2012 | Author:

ผมมีโปรแกรมต้องเดินทางไปพรีเซ้นต์งานที่ลิสบอน ประเทศโปรตุเกส ช่วงตั้งแต่วันที่ 21-23 กรกฎาคม ซึ่งเป็นช่วงหน้าร้อน (จัดๆ) พอดี จึงไม่พลาดที่จะหาโอกาสออกเที่ยวด้วย เพราะว่าโปรตุเกสผมเคยมาแล้วครั้งนึง แต่ตอนนั้นมาทางเหนือคือเมือง ปอร์โต้ และลงมาที่เมืองซินทรา อยู่วันนึงและแทบจำอะไรไม่ได้เลยเพราะว่ามีมะไฟเป็นไกด์นำทางให้ แต่คราวนี้ต้องมาอยู่ที่ลิสบอน 4 วันเต็มก็เลยวางแผนสำรวจลิสบอนแบบทั่วๆเลยครับ

ผมออกเดินทางจากสนามบินสคิปโฮลด้วยเครื่องบนสายการบิน Easyjet เวลา 10.55 และมาถึงลิสบอนตอน 12.15 ใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมง 40 นาที (ลิสบอนช้ากว่าฮอลแลนด์ 1 ชั่วโมงครับ) เมื่อมาถึงแล้วโดยทั่วไปเค้าจะแนะนำให้นั่ง Taxi เข้าเมืองเพราะค่า Taxi จะตกประมาณ 10 ยูโร แต่ตอนนี้เค้าทำรถเมโทรมาถึงสนามบินแล้วนะครับ นั่งเมโทรเข้าเมืองก็ได้ แต่เนื่องจากผมหาข้อมูลมาเค้าว่าให้นั่ง Taxi ก็เลยนั่งไปถึงโรงแรมเลย ตกราคา 10.15 ยูโร โรงแรมที่พักชื่อ Tivoli Jardim เป็นโรงแรม 4 ดาวที่จัดงาน Conference เมื่อมาถึงโรงแรมที่พัก ก็จัดแจง Check-in  และเก็บกระเป๋า นั่งพักซักแป๊บก็เริ่มออกเดินเที่ยว เพราะว่าหน้าร้อนแบบนี้ยังมีเวลาเดินเที่ยวได้อีกนาน

แผนการเที่ยววันนี้คือจะศึกษาเรื่องระบบตั๋วและรถสาธารณะ แล้วไปเดินเล่นใจกลางกรุงลิสบอนกัน ผมเดินออกจากโรงแรมมาแค่ 10 นาทีก็ถึงสถานีรถเมโทร Restauradores ซึ่งตรงนี้จะใกล้กับที่ขึ้นรถรางไต่เขาชื่อว่า Elevador da Glória การขึ้นรถสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นลิฟต์ รถราง รถบัส หรือเมโทร ของลิสบอนใช้ตั๋วเดียวกันได้หมด  และตั๋ววันของที่นี่ก็ราคาไม่แพงแค่ 5 ยูโรเท่านั้น ไปซื้อได้ที่ตู้ขายตั๋วตรงสถานีเมโทร โดยเลือกเป็นซื้อตั๋ว viva card ก่อน (ตั๋ว viva สีเขียวๆจะราคา 0.5 ยูโร) แล้วเลือกเติมเงินเข้าบัตร ตามประเภทตั๋วที่ต้องการเช่นตั๋วขาเดียวหรือตั๋ววันเป็นต้น แล้วก็จ่ายตังค์ เจ้าตั๋ว viva นี้สามารถใช้เดิมตังค์ได้อีกเรื่อยๆนะครับ ไม่ต้องทิ้ง วันต่อๆไปก็เอามาเติมตังค์ใช้อีก เมื่อได้ตั๋วแล้วก็ไปรอขึ้นรถรางไต่เขากันเลย ซึ่งไม่ได้รอนาน แป็บเดียวก็ได้ขึ้นแล้วครับ รถใช้เวลาไต่ระดับขึ้นไปแต่ประมาณ 2-3 นาทีก็สุดทางแล้ว ซึ่งปลายทางด้านบนจะเป็นจุดชมวิวเมืองลิสบอน สวยดีครับ เพราะลิสบอนเป็นเมืองที่มีเนินเขา บ้านเรือนก็สร้างไล่ระดับกันไป แถมติดแม่น้ำสายใหญ่ที่ไหลไปสู่ทะเล ทำให้วิวมุมสูงของลิสบอนสวยงามมาก

ชมวิวเมืองและถ่ายรูปซักพักก็ต้องลงกลับไปที่เดิม แต่ว่าตอนลงนี่ไม่ต้องนั่งรถรางก็ได้ เดินลงแค่แป๊บเดียวแถมไม่เหนื่อยด้วยเพราะลงเนิน พอลงมาถึงด้านล่าง ผมก็เดินต่อไปถึงสถานีรถไฟ Rossio ที่เป็นสถานีรถไฟหลักของลิสบอน เลยแวะเข้าไปดูข้อมูลตั๋วรถไฟซะหน่อยเพราะต้องซื้อตั๋วไปเมืองซินทราวันหลังด้วย (ตั๋ววันที่ไปซินทรา แบบรวมรถไฟและรถบัสราคา 12 ยูโรนะครับ) หลังจากดูข้อมูลรถไฟแล้วผมก็เดินต่อไปเรื่อยๆ ตามถนนที่ผ่านใจกลางเมือง ซึ่งจะเริ่มต้นที่จตุรัสกลางเมือง ตรงจตุรัสนั้นจะมีอนุสาวรีย์ น้ำพุ และติดกับจตุรัสก็จะมี National Theatre ด้วย

วันนี้อากาศร้อน เดินมาถึงนี่ต้องหาน้ำดื่มแล้ว เหลือบไปเห็นรถขายไอติม เลยซื้อไอติมเย็นกินกันคนละแท่ง รู้สึกว่ากินไอติมหน้าร้อนนี่มันช่างอร่อยจริงๆ เดินเลยจัตุรัสมาหน่อยนึงก็จะถึงลิฟต์ที่เป็นจุดท่องเที่ยวอีกจุดหนึ่งของลิสบอน เป็นลิฟต์ที่สร้างเชื่อมเมืองที่มีระดับต่างกัน และชั้นบนสุดของลิฟต์สามารถขึ้นไปชมวิวได้ แต่ต้องจ่ายค่าขึ้นต่างหากนะครับ วิวจากบนลิฟต์ก็สวยนะครับ โดยเฉพาะตอนแดดเปรี้ยงๆแบบนี้

บริเวณด้านล่างของลิฟต์จะมีร้านอาหารจีนแบบบุฟเฟ่ต์อยู่ร้านนึงชื่อว่า Wok Orental ราคาไม่แพงเลยเมื่อเทียบกับ บุฟเฟ่ต์ที่เนเธอร์แลนด์ ราคาแค่ 9 ยูโรต่อคนเองครับ ผมเลยกินข้าวเย็นซะอิ่มแปล้ที่ร้านนี้ครับ

หลังจากอิ่มแปล้แล้วก็เดินต่อไปตามถนนสายกินดื่มของที่นี่ชื่อถนน Augusta ที่มุ่งตรงไปถึงริมแม่น้ำ เดินไปเรื่อยดูร้านค้าต่างๆเพลินๆไปจนสุดถนน จะเป็นประตูใหญ่ที่สร้างขึ้นมาเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ตอนนี้ปี 1755 พอเค้าบรูณะเมืองแล้วก็เลยสร้างประตูเป็นอนุสรณ์ไว้ แต่ผมเดินมาถึงก็พระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้าแล้ว แสงก็น้อยลงไฟยังไม่เปิด รูปที่ได้เลยไม่ค่อยสวยเท่าไร ช่วงเวลานี้กลับเหมาะจะเดินไปนั่งที่จุดชมวิวริมแม่น้ำมากกว่าครับ

ที่จุดชมวิวจะสามารถรับลมเย็นๆจากแม่น้ำได้ให้หายเหนื่อย แสงอาทิตย์ลับขอบฟ้าทางสะพานก็เป็นภาพที่น่าประทับใจอีกภาพนึงของทริปนี้ ผมนั่งรับลมอยู่ซักพัก จนแสงอาทิตย์หายไป แล้วก็กลับโรงแรมโดยรถเมโทร ที่อยู่ตรงลานจตุรัสนี่เอง แป๊บเดียวก็ถึงโรงแรมแล้ว พักผ่อนเตรียมพรีเซ้นต์งานวันพรุงนี้ครับ

ภาพสวยๆจาก Lisbon วันแรก

 

  

 

วันอาทิตย์, กรกฎาคม 29th, 2012 | Author:

หลังจากพรีเซ้นต์งานเสร็จ วันนี้ยังมีเวลาเหลือช่วงเย็นที่พอจะออกไปหาอะไรทานได้ และคิดว่าคงไปเที่ยวชมเมืองได้อีกซักที่นึง ผมเลยออกหาอะไรทานกันที่แถวเขต Belem ซึ่งผมก็นั่งรถเมโทรไปลงที่จตุรัส Comercio เหมือนเดิม แล้วต่อด้วยรถแทรมหมายเลข 15 มุ่งไปยังเขต Belem

เขต Belem นี้ห่างจากใจกลางเมืองไปราวๆ 20 นาทีรถแทรม ก็ถือว่าไกลอยู่เหมือนกัน รถแทรมจะจอดหน้าวิหาร Jeronimos เลย สามารถเดินชมรอบๆวิหารได้ แต่ผมเลือกเดินไปหาอะไรทานที่แถวอนุสาวรีย์ Discovery ก่อนเพราะหิวแล้ว อาหารเย็นวันนี้เป็นอาหารอิตาเลี่ยนที่ใกล้ๆกับอนุสาวรีย์ Discovery ราคาเอาเรื่องอยู่ แต่ได้วิวสวยๆ ก็พอให้อภัยได้

อนุสาวรีย์ Discovery เป็นอนุสาวรีย์สร้างเพื่อแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของโปรตุเกสในด้านการเดินเรือ ตัวอนุสาวรีย์จะประกอบด้วยรูปสลักของคนที่เกี่ยวข้องกับการเดินเรือ ทั้งกษัตริย์ ทหาร นักคณิตศาสตร์ นักดาราศาสตร์ จิตรกร และอื่นๆ บ่งบอกได้ชัดเจนเลยว่าการเดินเรือสมัยก่อนที่ไม่มีเทคโนโลยีนำทางนั้น ยากมาก แต่ชาวโปรตุเกสก็ยังเดินทางมาจนค้นพบประเทศไทยของเราได้

ที่ด้านหลังของอนุสาวรีย์จะเป็นแผนที่ที่มีรายละเอียดของปีที่ชาวโปรตุเกสเดินทางไปยังดินแดนต่างๆ ซึ่งจากที่ได้ทราบข้อมูลมา ชาวโปรตุเกสไปพบประเทศอินเดีย และได้นำเครื่องเทศต่างๆกลับมาขายในยุโรป ซึ่งเป็นของหายากและราคาแพง ทำรายได้เข้าประเทศได้เป็นกอบเป็นกำในสมัยนั้น ทำให้โปรตุเกสรุ่งเรืองอย่างมาก และขยายอาณาเขตการค้าขายออกไปจึงถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเรา

นักเดินเรือที่มีชื่อเสียงที่สุดของโปรตุเกสคือ วาสโก ดา กาม่า ซึ่งได้รับการยกย่องอย่างสูง ถึงขนาดสร้างโลงศพของเค้าไว้ในวิหารหลักอย่าง Jeronimos เลยครับ

จากอนุสาวรีย์ Discovery ห่างไปประมาณ 2 ป้ายรถแทรม จะเป็นอีกที่หนึ่งที่สำคัญคือ หอคอยเบเลม หรือ Belem Tower ผมเดินไปถึงก็ค่ำมากแล้ว เค้าเปิดไฟสวยงามได้บรรยากาศสมัยเก่ามาก ไว้เดี๋ยวผมจะมาอีกทีวันพรุ่งนี้ วันนี้แค่ถ่ายรูปไปก่อนละกันครับ

หลังจากนั่งรับลมที่ Belem tower ซักพักใหญ่ๆ ก็ต้องกลับแล้ว ตอนนั้นเวลาประมาณ 4 ทุ่มกว่า กว่าจะถึงโรงแรมคงประมาณ 5 ทุ่มกว่าๆได้ กลับกันดีกว่า ขากลับผมได้นั่งรถแทรมสาย 15 เหมือนเดิม แต่คราวนี้เป็นแทรมโบราณ ที่มีแค่ตู้เดียว เค้ายังเอาไว้ให้บริการนักท่องเที่ยวและชาวลิสบอนอยู่ คลาสสิคดีจริงๆ กลับถึงโรงแรมก็นอนพักเอาแรงพรุ่งนี้เทีี่ยวต่อเต็มวันครับ

 

ภาพสวยๆ จากลิสบอน วันที่สอง

วันอาทิตย์, กรกฎาคม 29th, 2012 | Author:

วันนี้มีโปรแกรมเที่ยวอัดแน่นเต็มวัน โดยเริ่มจากวิหาร Jeronimos ซึ่งวันนี้เป็นวันอาทิตย์เปิดให้เข้าชมได้ฟรีจนถึงบ่าย 2 แต่ก็ใช่ว่าเราเท่านั้นที่รู้ นักท่องเที่ยวอื่นๆก็รู้เหมือนกัน มากันอย่างล้นหลาม คิวเข้าวิหารยาวหลายร้อยเมตร แต่ก็ไหนๆแล้ว ก็ต้องเข้า คิวเดินเข้าเรื่อยๆ ไม่ช้านัก แป๊บๆก็ได้เข้ามาในวิหารแล้ว

วิหาร Jeronimos เป็นวิหารที่ขึ้นชื่อมากๆ ของลิสบอน ประมาณว่าใครมาลิสบอนก็ต้องเข้าชมล่ะครับ ตัววิหารเป็นศิลปะปูนปั้น แต่ยุคไหน แบบใดอันนี้ผมไม่อาจทราบได้ ไม่มีความรู้ศิลปะเอาซะเลย แต่ที่รู้คือว่าสวยงามครับ

ตัววิหารด้านนอกก็ดูว่าสวยงามแล้ว แต่เมื่อเข้าไปข้างในยิ่งสวยงามยิ่งกว่า ภายในวิหารจะเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส ตรงกลางเป็นสนามหญ้า เราสามารถเดินได้รอบ ชั้นล่างก็จะแบ่งเป็นห้องต่างๆ ให้เข้าชมได้ และก็มีจัดเป็นนิทรรศการด้วย เดินไปถ่ายรูปไป เพลินดีครับ มุมสวยๆเยอะ แต่ต้องหลบนักท่องเที่ยวเหนื่อยเหมือนกัน บางครั้งก็ต้องรอให้เดินออกจากเฟรมไป แต่ก็ไม่เป็นไร ถือว่าพักผ่อนรอ

บนชั้น 2 ของวิหาร จะเป็นห้องที่ทะลุไปยังชั้น 2 ของโบสถ์ได้ ซึ่งมุมมองจากด้านบนนี้ทำให้เห็นตัวโบสถ์ได้ครบเลยครับ เสียอย่างเดียว ไม่เห็นจุดที่ตั้งของโลงศพของวาสโก ดา กาม่า ซึ่งต้องเข้าไปดูจากทางเข้าโบสถ์ด้านล่าง เนื่องด้วยคนรอคิวจำนวนมาก โปรแกรมเที่ยวอัดแน่น และผมเคยเห็นมาแล้วเมื่อครั้งมาคราวที่แล้ว ผมก็เลยไม่ลงไปดูอีก แต่แค่การเดินชมบริเวณวิหารนี้ก็สวยงามคุ้มค่าตั๋ว (ฟรี) แล้วครับ

ออกจากวิหาร Jeronimos ก็เที่ยงกว่าๆ วันนี้ผมพบเอาไก่ย่างที่ซื้อเมื่อวานมาด้วย เลยได้นั่งกินไก่ย่างกันที่สวนสาธารณะหน้าวิหารนั่นแหละครับ คนเดินผ่านไปผ่านมา มองใหญ่เชียว ผมว่าเค้าอยากจะถามว่าไปซื้อที่ไหนมา อย่างกินบ้าง นี่ถ้าได้ ส้มตำซักจานนะ บรรยากาศสุดยอดเลยล่ะครับ

หลังจากทานไก่ย่างจนอิ่มแล้วก็ตามสเต็ปเดิมต้องหากาแฟกระตุ้น ซึ่งผมก็ดูไว้แล้วว่าจะเข้าไปหากาแฟทานกับขนมขึ้นชื่อของโปรตุเกสคือ ทาร์ตไข่ที่ขึ้นชื่อมากๆของที่นี่ มาแล้วอย่าลืมไปชิมนะครับอร่อยดี ร้านอยู่ข้างๆวิหาร Jeronimos นั่นแหละครับ หาง่าย คนต่อคิวเข้าเยอะๆนั่นแหละใช่เลย จะซื้อกลับไปทานหรือนั่งในร้านก็ได้ ไหนๆก็มาแล้วก็ต้องนั่งสิครับ จริงมั้ย และแน่นอน เวลามาเที่ยว ก่อนจะทานอะไรกัน เราต้องทำพิธีกันก่อนใช่มั้ยครับ พิธีอะไรเหรอ ก็ถ่ายรูปไง นี่ถ้ามีเนตคงอัพขึ้น Social network แน่เลย เหอๆๆ

หลังจากได้กาแฟและขนมแล้ว ก็เดินไปที่ Belem tower อีกครั้ง ใจจริงกะว่าจะไปให้ถึงก่อนบ่าย 2 จะได้เข้าฟรี แต่ว่าช้าไปแค่ 5 นาทีเท่านั้น เลยต้องได้จ่ายตังค์ซื้อตั๋วเข้าเลย เสียดายตั๋วฟรีมาก

Belem tower เป็นอนุสรณ์สถานที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นจุดที่บ่งบอกนักเดินเรือว่า เมื่อเห็นหอคอยนี้แล้วแสดงว่ามาถึงลิสบอนแล้วครับ ตัวหอคอยจะมี 4 ชั้น ตั้งแต่ชั้นใต้ดินซึ่งเป็นคุกไว้ขังคนผิด ชั้น1 เป็นที่ตั้งปืนใหญ่หลายกระบอก ชั้น2 เป็นลานของหอคอย และยังมีชั้น 3 ชั้น 4 ในตัวหอคอยด้วย ทางขึ้นก็จะเป็นทางขั้นแบบบันไดวนโบราณ เล็กๆแคบๆ แบบสวนกันลำบาก แต่ก็สนุกดีที่ได้บินขึ้นครับ

วันนี้โชคดีครับ มีการแล่นเรือใบโชว์พอดีเลย ผมอยู่บนหอคอยจึงได้เห็นวิวที่เป็นมุมสูงและมุมกว้าง มองเห็นทั้งหมดของขบวนเรือเลย อย่างน้อยได้จ่ายตังค์แล้วได้เห็นแบบนี้ก็คุ้มอยู่นะจะบอกให้

 

 

หลังจากชมขบวนเรือแล้ว ก็ต้องไปต่อที่จุดต่อไปแล้วครับ ผมต้องนั่งรถไฟกลับเข้ากลางเมืองลิสบอน แล้วต่อรถบัสหมายเลข 737 ที่  Square เล็กๆ เพื่อขึ้นไปยังปราสาท Sao Jorge ซึ่งปราสาทนี้ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนเขาของเมืองลิสบอนเลยรถบัส 737 จะเป็นมินิบัส เพราะต้องขับขึ้นเขาที่ทั้งชันทั้งแคบ แป๊บเดียวก็มาถึงหน้าประตูปราสาทเลยครับ

ปราสาท Sao Jorge นั้นตั้งอยู่บนเขา ที่มองเห็นเมืองลิสบอนได้ทั้งเมืองเลย เห็นทั้งส่วนที่เป็นดิน และแม่น้ำ วิวจากบนนี้ เป็นอีกจุดนึงที่นักท่องเที่ยวนิยมมากันครับ เมื่อซื้อตั๋วเข้าชมปราสาทแล้วก็เดินไปเรื่อยๆ ตามทางจะมีลานให้ถ่ายรูป มีปืนใหญ่ มีวิว แต่แนะนำถ้าจะมาที่นี่ลองจัดโปรแกรมให้มาตอนเช้าจะดีกว่าครับ เพราะมาบ่ายเหมือนผม มันย้อนแสงอ่ะครับ

เดินเลาะริมระเบียงปราสาทแล้วก็ต้องเข้ามาในตัวปราสาท ซึ่งจริงๆ ข้างในไม่มีอะไรหรอกครับผมอาจเรียกที่นี่ว่าป้อม มากกว่าปราสาท เพราะเวลาเที่ยวต้องปีนขึ้นเดินบนกำแพงแล้วมองลงมา สูง และลมแรงมาก ถ่ายภาพออกมาหัวฟูกันหมดเลย อิอิ

 

เมื่อชมปราสาทแล้วก็เดินกลับลงมาตามทางเดิน จะถึงบริเวณจุดชมวิว วันนี้ก็โชคดีอีกแล้ว เค้ามีการเล่นดนตรีพื้นเมือง มีคนแต่งชุดพื้นเมืองมาเต้นรำต่างๆด้วย ถ้ามาช่วงอื่นอาจไม่ได้เห็นแบบนี้ โชคดีจริงๆ

จริงๆแล้วทริปของวันนี้ต้องไปเดินเล่น ลัดเลาะไปแถวเขต Alfama ซึ่งอยู่ใกล้นั่นแหละ แต่เนื่องจากแสงแดดอันแรงกล้า อากาศที่ร้อน (ไม่เหมือนว่าเที่ยวยุโรปเลย) ทำให้เราหมดแรง เรียกว่าง่ายๆ ว่าหอบแดดนั่นเอง จึงตัดสินใจว่าไม่เดินต่อที่ Alfama แล้วเพราะว่าต้องเดินขึ้นเดินลงเนิน ไม่อยากขาลากกลับบ้าน เลยไปหาข้าวเย็นกินกันดีกว่า ก็หนีไม่พ้นร้าน Wok อีกเหมือนเดิมเพราะเป็นทางผ่าน แถมคุ้มเพราะกินได้ไม่อั้นด้วย แล้วจากนั้นก็กลับโรงแรมไปพักผ่อนก่อนเท่ียวต่อวันต่อไป

ภาพสวยๆจาก ลิสบอน วันที่สาม